Just Another Blog
15Mar/112

Nuclear Explained, Fukushima Incident, and the Future of Nuclear Energy

สืบเนื่องมาจากเหตุการแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุกุชิมา โดยส่วนตัวแล้วคาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะทำให้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ประเทศไทยเกิดช้าไปอีกกว่าสิบปีหรืออาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ ในโพสนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้คร่าวๆ(ด้วยความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดบวกการทำ web research เร็วๆแบบพอเป็นพิธี ฉะนั้นผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วย อาจจะรบกวนขอให้ช่วยบอกด้วยจะได้แก้ไขได้ครับ) ผมคงจะไม่บอกว่าประเทศไทยควรหรือไม่ควรจะมีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์(โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้มี แต่ต้องให้แน่ใจว่าประเทศไทยเราพร้อม) แต่ผมจะให้คำถามไปสักสองสามข้อที่ผู้มีอำนาจการตัดสินใจอาจจะนำไปใช้เป็นข้อคิดได้ และท้ายสุดผมจะทิ้งท้ายด้วยพลังงานทดแทนอีกสองสามตัวซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับประเทศไทยได้

Disclaimer: โพสนี้ถูกเขียนขึ้นโดยคนที่จบภาษาไทยระดับป.6และไม่ได้มีการ edit หรือ proofread ใดๆทั้งสิ้น ถ้าอ่านยากหน่อยก็เข้าใจนะครับว่าทำไม...

ความเป็นมา

เทคโนโลยีนิวเคลียร์เกิดขึ้นมาช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง(คศ 1939-1945)ไม่นานโดยเริ่มมาจาก James Chadwick นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้ค้นพบนิวตรอน ไม่นานหลังจากนั้นได้มีการค้นพบว่านิวตรอนสามารถที่จะแยกนิวเคลียสของอตอมยูเรเนียมและพลูโตเนียมได้ สูตร E=mc^2 บอกเราว่าสสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานและพลังงานก็เปลี่ยนเป็นสสารได้ เมื่อนิวเคลียสของยูเรเนียมหรือพลูโตเนียม(ส่วนใหญ่เป็น U-235 หรือ Pu-239)ถูกแยกโดยนิวตรอนจะมีมวลส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน พลังงานนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์(เช่นผลิตกระแสไฟฟ้า)หรืออาจจะนำมาใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้

นิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าและเตาปฏิกรณ์

พลังงานที่ได้เกิดจากการแตกตัวของอตอมจะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการสร้างไอน้ำ ไอน้ำจะถูกนำไปใช้ในการหมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าชนิดอื่น การสร้างพลังงานความร้อนจะถูกสร้างในเตาปฏิกรณ์ปรมาณู (nuclear reactor) ในกรณีของเหตุระเบิดที่ฟุกุชิมาเตาปฏิกรณ์ที่ใช้เป็นแบบ BWR (Boiling Water Reactor) ซึ่งประกอบไปด้วย reactor core ที่มี แท่งเชื้อเพลิง (fuel rod) แท่งควบคุม (control rod) และมีตัวทำความเย็น (coolant) ไหลผ่าน

Boiling Water Reactor Diagram

Boiling Water Reactor (รูปจาก Wikipedia)

หลักการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ BWR คือใช้แท่งเชื้อเพลิงในการทำให้เกิดพลังงานความร้อน แท่งเชื้อเพลิงจะมี uranium หรือ plutonium อยู่ข้างใน เมื่ออยู่ธาตุเหล่านี้อยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากพอ (ถึง critical mass) จะทำให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่ขึ้น (chain reaction) อันเนื่องมาจากนิวตรอนที่ถูกปล่อยออกจากกระบวนการนิวเคลียร์จะไปชนกับนิวเคลียสอื่นๆต่อๆไปเป็นลูกโซ่ ถ้าปฏิกริยาลูกโซ่นี้ไม่ได้ถูกควบคุมก็จะเกิดการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิง (meltdown) ทำให้เกิดการปล่อยของกัมมันตรังสีออกมาข้างนอกได้ ปฏิกริยาลูกโซ่จะถูกควบคุมโดยแท่งควบคุม (control rod) ซึ่งมีตัวดูดซับนิวตรอนอยู่ข้างในเป็นการควบคุมปฏิกริยาลูกโซ่ (ไม่ให้นิวตรอนที่ถูกปล่อยออกมาไปชนกับนิวเคลียสอื่นๆมากเกินไป) ปริมาณพลังงานจะถูกควบคุมโดยการเลื่อนแท่งควบคุมเข้า/ออกระหว่างแท่งเชื้อเพลิง การเลื่อนแท่งควบคุมออกจะทำให้เกิดพลังงานมากขึ้นในขณะที่การเลื่อนแท่งควบคุมเข้าจะทำให้เกิดพลังงานน้อยลง ใน BWR แท่งเชื้อเพลิงและแท่งควบคุมจะอยู่ใต้น้ำซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวหล่อเย็น ตัว reactor จะอยู่ในสภาพตวามกดสูง (pressurized) เพื่อทำให้จุดเดือดของน้ำสูงกว่าปกติ (ทำให้นึกถึงตอนเรียน high school physics ตอนนั้นครูทำการทดลองลดแรงกดเพื่อให้เห็น tripple point ของน้ำหรือจุดที่น้ำเป็นได้ทั้ง 3 สถานะพร้อมกัน) เมื่อน้ำเดือดจะทำให้เกิดไอน้ำขึ้น ไอน้ำนี้เองจะถูกนำไปใช้ในการหมุนกังหันเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า

การหลอมละลาย (core meltdown)

การหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์เกิดขึ้นเมื่อพลังงานความร้อนสูงเกินไปเกินกว่าที่ตัวแท่งเชื้อเพลิงจะรับไหว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นกำลังกลัวว่าจะเกิดขึ้นเพราะเครื่องมือทำความเย็นไม่สามารถทำงานได้ เหตุผลที่เครื่องมือทำความเย็นไม่สามารถทำงานได้ในกรณี่เป็นเพราะ

  1. พอเตาปฎิกรณ์ไม่ทำงานเครื่องปั่นไฟก็ไม่ทำงาน
  2. ปกติจะมีเครื่องปั่นไฟสำรองแต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิจนน้ำท่วมขึ้นเครื่องปั่นไฟสำรองก็ใช้งานไม่ได้
  3. ถึงแม้ว่าที่โรงไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่สำรองแต่ก็เพียงพอแค่ระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น

ตอนนี้หลายๆท่านอาจจะคิดว่าแล้วทำไมไม่ใช้แท่งควบคุมปิดเตาไปล่ะ คำตอบก็คือใช้ครับแต่ว่าด้วยความร้อนในเตาปฏิกรณ์ที่สูงมากและถึงแม้ว่าจะใช้แท่งควบคุมไปแล้วแต่ก็ยังมีความร้อนที่เกิดจากการแผ่รังสี (decay heat) อยู่ดีความร้อนจึงลดลงได้ช้ามาก

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเกิดการหลอมละลาย? ระดับความรุนแรงของการเกิดการหลอมละลายจะขึ้นอยู่กับประเภทของเตาปฏิกรณ์และการออกแบบ เตาปฏิกรณ์แบบใหม่ส่วนใหญ่ได้มีการผนวกการป้องกันการหลอมละลายและการป้องกันการรั่วไหลของกัมมันตรังสีเมื่อมีการหลอมละลายเกิดขึ้น ในโรงไฟฟ้าสมัยใหม่จะมี containment structure ซึ่งทำจากวัสดุที่เข็งแรงเช่นโลหะเหล็กหรือคอนกรีตเสริมเหล็กครอบเตาปฎิกรณ์เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกัมมันตรังสี ในความเป็นจริงแล้ว containment structure จะสามารถเก็บกัมมันตรังสีไว้ได้หรือไม่เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ในหลายกรณีก่อนจะเกิดการหลอมละลายจะมีการสะสมของแรงกดขึ้น จึงต้องมีการระบายความดันสู่ภายนอก การระบายความดันจะทำให้มีกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาพร้อมกับไอน้ำ หรือถ้าเกิดการระเบิดขึ้นจน containment structure เสียหาย ก็จะทำให้มีกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาได้เช่นกัน ในกรณีของโรงไฟฟ้าที่ฟุกุชิมา การระเบิดเกิดขึ้นภายในตึกที่เป็นที่ตั้งเตาปฏิกรณ์แต่เกิดขึ้นภายนอก containment structure ปริมาณกัมมันตรังสีที่รั่วไหลออกมาจึงอาจจะยังไม่มากนัก (แต่ก็ยังมากกว่าระดับปกติอยู่หลายเท่า) ในกรณี่ที่ร้ายแรงมากจนเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของ containment structure ขึ้น (ซึ่งไม่น่าจะเกิดในกรณีของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมา) การระเบิดอาจจะทำให้การแพร่กระจายของกัมมันตรังสีรุนแรงมากขึ้น

อุบัติเหตุ

ในอดีตได้มีอุบัติเหตุนิวเคลียร์เกิดขึ้นหลายครั้งแต่มีอยู่สองครั้งที่รุนแรงและมีการเผยแพร่อย่างละเอียดคือที่ Three Mile Island ใน Pennsylvania และที่ Chernobyl ใน Ukraine และครั้งล่าสุดที่ฟุกุชิมาประเทศญี่ปุ่น

เหตุการณ์ Three Mile Island เกิดขึ้นวันที่ 28 มีนาคม 1979 ได้เกิดการหลอมละลายขึ้นจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นในระบบอันเนื่องมาจากการการสูญเสียตัวหล่อเย็น ที่ Three Mile Island เตาปฏิกรณ์ที่ใช้เป็นแบบ PWR (pressurized water reactor) ซึ่งตัว reactor จะถูกทำให้มีแรงกดสูงเพื่อให้จุดเดือดของน้ำที่ใช้เป็นตัวหล่อเย็นสูงมาก ในเตาปฏิกรณ์แบบ PWR นั้นด้วยแรงกดและจุดเดือดที่สูง โดยปกติแล้วน้ำในเตาปฏิกรณ์จึงจะไม่เดือด ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ Three Mile Island คือตัววาล์วระบายแรงดันเกิดขัดข้องไม่สามารถปิดเองได้ และเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีความเข้าใจถึงไฟแสดงสถานะที่ดีพอจึงทำให้ปัญหานี้ไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างทันท่วงที เมื่อวาล์วถูกเปิดค้างไว้จึงทำให้ตัวหล่อเย็นเล็ดลอดออกมาจนอุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์สูงขึ้นจนถึงจุดเดือด กว่าเจ้าหน้าที่และวิศวกรจะรู้ตัวและเริ่มทำการเพิ่มตัวหล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิแกนก็หลอมละลายไปมากแล้ว เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามในการลดแรงดันและความร้อนออกจากระบบ หนึ่งในวิธีที่ใช้คือการปล่อยไอน้ำออกจากระบบสู่บรรยากาศโดยตรง (ทำให้เกิดการรั่วไหลออกข้างนอก) จากการสำรวจมีการสรุปว่าปริมาณกัมมันตรังสีที่ถูกปล่อยออกมาไม่ได้มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ทำให้ความสนใจในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์น้อยลงไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง และต้องใช้เวลาถึง 13 ปีกับจำนวนเงินอีก 975 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อที่จะทำความสะอาดกัมมันตรังสีและสารอันตรายอื่นๆออกจากบริเวณโรงไฟฟ้า

ในเช้ามืดวันที่ 26 เมษายน 1986 ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่โรงไฟฟ้า Chernobyl ใน Ukraine (ตอนนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้มีคนเสียชีวิตจากการระเบิดและการกระจายของกัมมันตรังสีเบื้องต้นประมาณ 50 คน นอกจากนั้นได้มีการคาดการไว้ว่ามีคนจำนวนมากกว่า 4000 คนเสียชีวิตจากมะเร็งในปีต่อๆมาอันเนื่องมาจากการกระจายกัมมันตรังสีจากอุบัติเหตุ อุบัติเหตุในครั้งนั้นเกิดขึ้นมาจากลูกโซ่ของหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นมารวมกัน เรื่องสั้นๆคือวิศวกรต้องการที่จะทำการทดลองที่จะใช้โมเมนตัมของกังหันในมาใช้ในการปั่นไฟสำรองในกรณีที่เตาปฏิกรณ์ต้องทำการ emergency shutdown (เนื่องจากเครื่องปั่นไฟสำรองต้องใข้เวลาในการผลิตกระแสไฟฟ้ามาให้พลังงานแก่ปั๊มน้ำหล่อเย็นได้อย่างเพียงพอ) ในตอนเริ่มการทดลองจะต้องมีการลดระดับพลังงานของเตาปฏิกรณ์ลง ในตอนนี้เองที่เจ้าหน้าที่ควบคุมทำผิดพลาดโดยใส่แท่งควบควมลึกเกินไปจนทำให้เตาปฎิกรณ์เกือบจะหยุดทำงาน จึงทำให้เตาปฏิกรณ์ทำงานแบบไม่เสถียรตามคุณสมบัติของเตาปฏิกรณ์แบบ RBMK (BWR ชนิดหนึ่ง) จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมได้เริ่มทำการทดลองโดยปล่อยให้กังหันหมุนไปตามโมเมนตัมโดยไม่มีไอน้ำมาช่วยหมุนเพื่อปั่นไฟมาใช้ทำความเย็น เมื่อความเร็วของกังหันเริ่มตกลงแรงดันของน้ำหล่อเย็นก็ลดลงตามจนทำให้พลังงานในเตาปฎิกรณ์เพิ่มขึ้น หลังจากนั้นได้มีการกดปุ่มเพื่อปิดเตาปฏิกรณ์ฉุกเฉิน (ไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน) การกดปุ่มนี้ทำให้แท่งควบคุมถูกเลื่อนเข้าจนสุด ผลจากการที่เตาปฏิกรณ์ทำงานอยู่อย่างไม่เสถียรบวกกับการที่ design ของแท่งควบคุม (ทำให้พลังงานเพิ่มขึ้นก่อนที่จะลดลงทีหลัง) ไม่ดีทำให้ความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิงทำให้แท่งควบคุมไม่สามารถเลื่อนต่อไปได้ความร้อนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดไอน้ำและแรงดันขึ้นจนเกิดการะเบิดครั้งแรก หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีก็เกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้งซึ่งคาดว่าการระเบิดครั้งหลังนี้เกิดจากปฏิกริยาลูกโซ่และมีความรุนแรงเทียบเท่ากับแรงระเบิด TNT ถึง 0.01 กิโลตัน การระเบิดครั้งนี้กับการที่เตาปฏิกรณ์ที่ Chernobyl ไม่ได้มี containment structure ทำให้เกิดการกระจายของสารกัมมันตรังสีในวงกว้างและทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่นได้เกิดการระเบิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมา เนื่องจากการระเบิดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการหลอมละลาย แต่เกิดจากการระบายแก๊สไฮโดรเจนที่สะสมทำให้เกิดการติดไฟและระเบิดขึ้นภายนอก containment structure ส่วน containment structure ก็ยังปลอดภัยอยู่ การกระจายของสารกัมมันตรังสีจึงน่าจะน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น (จากที่อ่านข่าว รังสีที่ถูกปล่อยออกมามีจำนวนพอๆกับทีคนๆนึงจะได้รับจากการทำ CT scan สักสองสามนาที) ส่วนในความเป็นจริงจะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอให้เหตุการณ์จบลงและมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการก่อน ถ้าถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนไปแย่เหมือนครั้ง Chernobyl ถ้าดูตามที่นักวิชาการวิเคราห์แล้วคงตอบว่าความเป็นไปได้มีแต่ค่อนข้างน้อยด้วยมาตรการความปลอดภัยต่างๆ (เช่นการมี containment structure ที่ Chernobyl ไม่มี) และการออกแบบเตาปฏิกรณ์ที่ต่างกัน

พิษจากกัมมันตภาพรังสีกับแนวทางป้องกันและแก้ไข

เมื่อเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ขึ้นจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่ภายนอก สารเหล่านี้เป็นผลทางเคมีที่เกิดจากการแตกตัวทางนิวเคลียร์และอาจปล่อยรังสีออกมาเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ การได้รับรังสีในประมาณที่มากในเวลาอันสั้นจะทำให้เกิดภาวะ radiation poisoning ซึ่งทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายถูกทำลายและเป็นเหตุให้เสียชีวิตในเวลาอันสั้น สำหรับคนที่โดนรังสีน้อยและรอดชีวิตก็อาจเกิดการสะสมของสารกัมมันตรังสีในร่างกายและอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น

สารที่ถูกปล่อยออกมาและจะเป็นอันตรายมากหน่อยคือ ไอโอดีน (Iodine) ซีเซียม (Caesium) และ สโตรนเทียม (Strontium) ตัวที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดน่าจะเป็นตัวไอโอดีนเพราะทำให้เกิดมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ได้ โดยปกติแล้วต่อมไทรอยด์จะดูดซับไอโอดีนทั้งในรูปที่แผ่รังสีและไม่แผ่รังสี ไอโอดีนที่แผ่รังสีจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายๆอย่างกับต่อมไทรอยด์และที่ร้ายแรงที่สุดคือมะเร็ง ได้มีการพบว่าเหตุการณ์ Chernobyl ทำให้อัตราการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ของผู้ที่อยู่อาศัยใกล้เคียงเพิ่มขึ้น อันตรายจากไอโอดีนสามารถป้องกันได้โดยการรับประทานไอโอดีน (ใช้ Potassium Iodide) ก่อนที่จะได้รับรังสี สารตัวนี้จะเข้าไปสะสมในต่อมไทรอยด์เพื่อทำให้ต่อมไม่สามารถรับไอโอดีนที่เป็นพิษเข้ามาได้อีก ปริมาณการรับประทานคือ 130 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ และ 65 มิลลิกรัมในเด็ก ปริมาณนี้ถือเป็นปริมาณที่เยอะและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่นการคลื่นไส้และอาเจียนได้

(ขออนุญาตเพิ่มเกร็ดอีกนิด วิธีคล้ายๆกันนี้สามารถไปใช้เพื่อป้องกันพิษจากน้ำยาหล่อเย็นที่ใข้ในรถยนต์ได้ สารพวกนี้สามารถถูกดูดซึมทางผิวหนังและไปที่ตับจนเป็นอันตรายได้ วิธีแก้เมื่อรับประทานหรือถูกผิวหนังในปริมาณที่เป็นอันตรายคือให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลในปริมาณมาก(ต้องให้เมา) เมื่อตับดูดซึมแอลกอฮอลจนเต็มแล้วจะไม่สามารถดูดซึมสารพิษเข้าไปได้อีก ร่างกายจะขับสารพิษออกมาทางปัสสาวะแทน)

ได้ยินมาว่ามี forward เมล์กันเรื่องให้เอาเบตาดีนทาคอ.. เท่าที่อ่านดูบาตาดีนก็มีส่วนผสมของไอโอดีนอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนการที่เอาไปทาที่คอจะทำให้ไทรอยด์ดูดซึมไอโอดีนเข้าไปได้หรือเปล่า หรือถึงจะดูดซึมเข้าไปได้ ปริมาณที่จะถูกดูดซึมเข้าไปก็ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์เต็มจนไม่สามารถดูดซึมไอโอดีนที่แผ่รังสีเข้าไปได้อีก.. กรณีนี้ผมมองว่าคนปล่อยข่าวน่าจะแค่อยากเล่นคำผวนมากกว่า หรือไม่ก็อยากเห็นคนคอเหลืองเดินไปมา..

(16-05-2011 - ขอเติมอีกนิด เมื่อวานลองไปดูที่ซองมาม่า มีเขียนไว้ว่าหนึ่งซองมีไอโอดีน 50 ไมโครกรัม เค้าบอกให้ทาน 130 มิลลิกรัม ทานซัก 2600 ซองก็ได้ครบพอดี อาจจะไม่ทันคลื่นไส้อาเจียนเพราะผลข้างเคียงของไอโอดีนแต่อาจจะท้องแตกตายก่อน.. ไม่ก็อาจจะตายเพราะผงชูรส)

ผลที่เกิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ฟุกุชิมาต่อการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์

เท่าทีฟังข่าว CNN เมื่อค่ำนี้ ได้มีหลายประเทศออกมาแถลงถึงแผนที่จะหยุดยั้งการพัฒนาหรือการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ต่อ(อย่างน้อยก็ชั่วคราว)

ส่วนในประเทศไทยที่มีกระแสต่อต้านมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว การเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นน่าจะทำให้การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ช้าไปอีกเป็นสิบปีเลยทีเดียว โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้มีการศึกษากรณีโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาก่อน(เมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านไปและได้มีการวิเคราะห์รายละเอียดของเหตุการณ์แล้ว)ก่อนที่จะตัดสินใจว่าประเทศไทยควรหรือไม่ควรจะมีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ค่อนข้างสะอาดถ้าเทียบกับเทคโนโลยีอื่นเช่นถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ(จริงๆแล้วโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติมีการแผ่รังสีมากกว่าโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในการทำงานปกติ) แต่เรายังต้องคำนึงถึงปัญหาอื่นๆเช่นการจัดเก็บขยะนิวเคลียร์ (nuclear waste) และปัญหาการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีด้วย เนื่องจากขยะนิวเคลียร์ไม่สามารถที่จะถูกทำลายได้ (ต้องปล่อยให้สลายไปเองโดยใช้เวลาหลายล้านปี) และขยะพวกนี้เป็นอันตรายมาก จึงต้องมีการจัดระเบียบการจัดเก็บที่ดีพอ ทีนี้เราก็ต้องมาดูกันว่าเราจะเชื่อได้หรือไม่ว่าขยะเหล่านี้จะถูกจัดเก็บอย่างถูกวิธี อีกข้อนึงที่ควรคำนึงถึงคือสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า เราจะเลือกสถานที่อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่ญี่ปุ่นขึ้น และเป็นที่ทราบดีว่าประเทศไทยเราดังในเรื่องการคอรัปชั่น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าโรงไฟฟ้าจะถูกสร้างอย่างถูกต้องและปลอดภัย ลองคิดดูว่าถ้าเงิน 20-30% ของราคาโปรเจคต์ต้องถูกแบ่งไปเซ่นนักการเมืองจะเหลือเงินอยู่แค่ไหนที่จะมาสร้างโรงไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน ที่พูดมานี้ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้สนับสนุนพลังงงานนิวเคลียร์นะครับ จริงๆแล้วผมสนับสนุนเพราะคิดว่าสะอาดและถูกเมื่อเทียบกับพลังงานคู่แข่งอื่นๆ แต่ประเทศไทยควรที่จะตอบโจทย์ข้างต้นให้ได้ก่อนเพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย การที่เรามีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเองน่าจะเป็นหนทางสู่ energy independency นั่นก็คือประเทศไทยจะได้ไม่มีความจำเป็นที่จะไป import ไฟฟ้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการทำให้เงินไหลเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น

พลังงานทางเลือก

แล้วถ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ได้เกิดล่ะ!? ผมเองคิดว่ายังมีพลังงานอื่นๆที่ประเทศไทยน่าจะนำมาใช้ได้เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และที่กำลังมาแรงในต่างประเทศตอนนี้คือพลังงานขยะ

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศร้อนที่มีแดดเกือบทั้งปี การเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้จึงน่าที่จะเป็นทางออกที่ดี แต่พลังงานแสงอาทิตย์มีราคามากกว่าพลังงานประเภทอื่น พลังงานลมก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกนึง ผมมองว่าเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดทะเลจึงมีพื้นที่มากพอสมควรที่จะได้รับลมทะเล ส่วนพลังงานขยะนั้นเป็นอะไรที่มาใหม่และน่าจะมีการศึกษาเพิ่มขึ้น เท่าที่ทราบมาพลังงานขยะได้มาจากการที่เอาขยะมาย่อยสลายทำให้เกิดแก๊ส methane ขึ้น แก๊สนี้จะถูกมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อมาใช้ปั่นกระแสไฟฟ้า ผมชอบความคิดนี้เพราะเป็นการเปลี่ยนแก๊สที่มีผลเสียต่อโอโซนมาใช้ให้เกิดประโยชน์และยังเป็นการกำจัดขยะได้อย่างดีอีกด้วย..

References:
http://en.wikipedia.org/wiki/Boiling_water_reactor
http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_meltdown
http://en.wikipedia.org/wiki/Chernobyl_disaster
http://en.wikipedia.org/wiki/Three_Mile_Island_accident
http://science.howstuffworks.com/nuclear-power3.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Triple_point
http://en.wikipedia.org/wiki/Fission_products
http://en.wikipedia.org/wiki/Radiation_poisoning

Comments (2) Trackbacks (0)
  1. อ่านแล้วก็น่านำมาใช้ในบ้านเราเหมือนกันนะคะ แต่ตอนโรงงานที่ญี่ปุ่นระเบิดก็น่ากลัวมากเหมือนกันคะ คิดว่าถ้าเป็นไทยละก็คงเอาไม่อยู่แน่เลยคะ

  2. นิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ไม่ทำลายบรรยากาศของโลกแต่อันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลก ทุกอย่างมีได้ย่อมมีเสีย ถ้าประเทศไทยจะหันมาใช้พลังงานทางเลือกพลังงานแสงอาทิตย์ดูจะปลอดภัยและเหมาะสมกับประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างประเทศไทยน่ะผมว่า


Leave a comment

(required)

No trackbacks yet.