<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Just Another Blog</title>
	<atom:link href="http://just-another-blog.com/lang/en-us/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://just-another-blog.com</link>
	<description>A blog about everything from everyday life to photography to technology and whatnots..</description>
	<lastBuildDate>Sat, 26 Nov 2011 06:40:02 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-us</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1</generator>
		<item>
		<title>Amazon Kindle Fire Review</title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/11/amazon-kindle-fire-review</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/11/amazon-kindle-fire-review#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Nov 2011 16:27:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Computing]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[amazon]]></category>
		<category><![CDATA[android]]></category>
		<category><![CDATA[app]]></category>
		<category><![CDATA[gadget]]></category>
		<category><![CDATA[hardware]]></category>
		<category><![CDATA[kindle]]></category>
		<category><![CDATA[kindle fire]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[software]]></category>
		<category><![CDATA[tablet]]></category>
		<category><![CDATA[technology]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=461</guid>
		<description><![CDATA[Update 2011/11/26: นึกขึ้นมาได้ว่ารีวิว Kindle แต่ไม่มีรายละเอียดเรื่องตัว Reader ที่ใช้อ่านหนังสือ... แฮ่ะๆ เดี๋ยวจะมาอัพเดทให้นะครับ แต่บอกได้สั้นๆว่า ไม่เลวเลยครับ เมื่อก่อนตอนอยู่ที่อเมริกา ช่วงนี้จะเป็นช่วง shopping spree ของผม เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันว่า holiday season หรือช่วงวันหยุดนั่นเอง เพราะมีวันหยุด Thanksgiving Christmas และปีใหม่อยู่ใกล้ๆกัน ถ้าเดินในเมืองก็จะพบร้านค้าต่างๆตกแต่ง theme ร้านให้เข้ากับบรรยากาศ และอาจจะมีการเปิดเพลง christmas บ้านหลายๆบ้านก็จะเริ่มเอาไฟออกมาตกแต่งประชันกัน ให้ความรู้สึกอบอุ่นไม่น้อยเลย แต่สำหรับคนที่อยู่ตัวคนเดียวในเมืองนอกแล้ว บรรยากาศอย่างนั้นอาจทำให้รู้สีกเหงาได้ วิธีแก้ของผมคือการซื้อของเล่นให้ตัวเองในช่วงนี้ (แถมยังเป็นช่วงที่เค้าลดราคากันอีก โดยเฉพาะ Black Friday เนี่ย ตัวดีเลย) แต่พอกลับมาเมืองไทย ก็ทำให้ต้องประหยัดมากขึ้น กลับมาสองปี ไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลย พอดีเดือนก่อนโน้น Amazon ออกมาประกาศเจ้า Kindle Fire เลยถือโอกาศสอยมาซะหนึ่งเครื่อง โดยให้เพื่อนหอบมาให้ เป็นการสนองตันหาที่อดใจไม่ซื้อ tablet มาเป็นเวลานาน (ตั้งแต่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Update 2011/11/26: นึกขึ้นมาได้ว่ารีวิว Kindle แต่ไม่มีรายละเอียดเรื่องตัว Reader ที่ใช้อ่านหนังสือ... แฮ่ะๆ เดี๋ยวจะมาอัพเดทให้นะครับ แต่บอกได้สั้นๆว่า ไม่เลวเลยครับ</p>
<p>เมื่อก่อนตอนอยู่ที่อเมริกา ช่วงนี้จะเป็นช่วง shopping spree ของผม เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันว่า holiday season หรือช่วงวันหยุดนั่นเอง เพราะมีวันหยุด Thanksgiving Christmas และปีใหม่อยู่ใกล้ๆกัน ถ้าเดินในเมืองก็จะพบร้านค้าต่างๆตกแต่ง theme ร้านให้เข้ากับบรรยากาศ และอาจจะมีการเปิดเพลง christmas บ้านหลายๆบ้านก็จะเริ่มเอาไฟออกมาตกแต่งประชันกัน ให้ความรู้สึกอบอุ่นไม่น้อยเลย แต่สำหรับคนที่อยู่ตัวคนเดียวในเมืองนอกแล้ว บรรยากาศอย่างนั้นอาจทำให้รู้สีกเหงาได้ วิธีแก้ของผมคือการซื้อของเล่นให้ตัวเองในช่วงนี้ (แถมยังเป็นช่วงที่เค้าลดราคากันอีก โดยเฉพาะ Black Friday เนี่ย ตัวดีเลย) แต่พอกลับมาเมืองไทย ก็ทำให้ต้องประหยัดมากขึ้น กลับมาสองปี ไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลย พอดีเดือนก่อนโน้น Amazon ออกมาประกาศเจ้า Kindle Fire เลยถือโอกาศสอยมาซะหนึ่งเครื่อง โดยให้เพื่อนหอบมาให้ เป็นการสนองตันหาที่อดใจไม่ซื้อ tablet มาเป็นเวลานาน (ตั้งแต่ iPad ตัวแรกออกมาน่ะแหละ) ไม่พูดพล่ามทำเพลงมาก ใช้มาได้ 3-4 วัน ก็ขอรีวิวเลยก็แล้วกันครับ..</p>
<p>เอารูปแกะกล่องมาฝากกันก่อน..</p>
<p><img class="alignnone" title="กล่อง Kindle Fire" src="http://farm7.staticflickr.com/6056/6380713709_8796e533ed.jpg" alt="กล่อง Kindle Fire" width="200" /> <img class="alignnone" title="เปิดกล่อง Kindle Fire" src="http://farm7.staticflickr.com/6228/6380713265_65c5152332.jpg" alt="เปิดกล่อง Kindle Fire" width="200" /> <img class="alignnone" title="แผ่นแนบที่มากับ Kindle Fire" src="http://farm7.staticflickr.com/6054/6380712881_039a5de1b2.jpg" alt="แผ่นแนบที่มากับ Kindle Fire" width="200" /><br />
<img class="alignnone" title="Kindle Fire!" src="http://farm7.staticflickr.com/6107/6380712531_69e1601a1d.jpg" alt="Kindle Fire!" width="200" /> <img class="alignnone" title="Kindle Fire's Adapter" src="http://farm7.staticflickr.com/6038/6380712189_8ddda2bbf1.jpg" alt="Kindle Fire's Adapter" width="200" /> <img class="alignnone" title="Kindle Fire!" src="http://farm7.staticflickr.com/6040/6380711845_23e7fab960.jpg" alt="Kindle Fire!" width="200" /></p>
<h3>Hardware</h3>
<p>มาเริ่มจาก hardware กันก่อนเลยดีกว่า เจ้า Kindle Fire ใช้จอ IPS ขนาด 7" โดยมีความละเอียด 1024x600 และความหนาแน่นของ pixel ที่ 169 PPI โดยใช้ dual-core CPU TI OMAP 4 ของบริษัท Texas Instruments ที่ความเร็ว 1GHz จากการทดลองทำ Benchmark โดยใช้ Quadrant เจ้า Kindle Fire ตัวนี้จะได้คะแนนอยู่ระหว่าง 1600-1900 ซึ่งนับว่าไม่เลวนักสำหรับ tablet ที่มีราคาเพียงแค่ $199 หรือประมาณ 6000 บาทเท่านั้น</p>
<p><img class="alignnone" title="Kindle Fire Benchmark" src="http://farm8.staticflickr.com/7014/6400189383_c079368ded.jpg" alt="Kindle Fire Benchmark" width="293" height="500" /></p>
<p>ตัวเครื่องอาจจะหนาและหนักสักนิดที่ 11.4 มม และ 413 กรัม เมื่อเทียบกับ Samsung Galaxy Tab 8.9" ที่มีความหนาเพียง 8.6 มม และหนักใกล้ๆกันที่ 453 กรัม แต่ถึงแม้ว่าขนาดจะหนากว่า แต่เมื่อถืออยู่ในมือ ไม่ได้มีความรู้สึกว่ามันหนักหรือเทอะทะจนเกินไป จริงๆแล้วขนาดและน้ำหนักของ Kindle Fire ทำให้รู้สึกว่าตัวเครื่องค่อนข้างที่จะ solid และมีราคา อีกทั้งผิวหลังของตัวเครื่องที่ทำมาจากวัสดุคล้ายยาง จึงทำให้รู้สึกดีเวลาที่ถืออยู่ในมือ และทำให้ไม่ต้องกังวลมากว่าจะเป็นรอย</p>
<p><img class="alignnone" title="ด้านหลัง Kindle Fire ในมือ" src="http://farm7.staticflickr.com/6213/6380711493_f82e71fc64.jpg" alt="ด้านหลัง Kindle Fire ในมือ" width="300" /> <img class="alignnone" title="ด้านหน้า Kindle Fire ในมือ" src="http://farm7.staticflickr.com/6114/6380711185_d3da4943b5.jpg" alt="ด้านหน้า Kindle Fire ในมือ" width="300" /></p>
<p>ในส่วนของปุ่ม พอร์ต และเซ็นเซอร์ต่างๆบนเครื่อง Kindle Fire มีเพียงแค่ปุ่มปิด/เปิด ช่องสำหรับเสียบ micro-USB ช่องเสียบหูฟัง และลำโพงเท่านั้น โดยพอร์ต USB อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องระหว่างช่องเสียบหูฟังและปุ่มปิด/เปิด ส่วนลำโพงจะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง เนื่องจาก Kindle Fire ไม่ได้ทำมาให้รองรับการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณโทรศัพท์ (เช่น 3G/EDGE) จึงไม่มีช่องสำหรับใส่ SIM ดูเหมือนว่า Amazon ได้พยายามที่จะทำให้เครื่องนี้มีราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะตัวเครื่องไม่มีกล้อง Bluetooth หรือแม้แต่ช่องสำหรับใส่ SD แม้ว่ามันจะมี internal storage ที่ติดมากับเครื่องเพียงแค่ 8GB (เหลือจริงๆแค่ประมาณ 6GB) เท่านั้น โดย Amazon เคลมว่าพื้นที่แค่นี้สามารถที่จะเก็บได้ 80 apps บวกกับหนัง 10 เรื่อง เพลง 800 เพลง หรือ หนังสือ 6000 เล่ม อย่างไรก็ตาม Amazon ได้พยายามที่จะแก้ข้อจำกัดนี้โดยการนำ cloud storage มาเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลอีกทางหนึ่ง ซึ่งจากที่ได้ลองดูแล้วรู้สึกว่าใช้ได้ในระดับนึงเลยทีเดียว ออกจะโล่งใจหน่อยที่ Amazon ยอมใส่ Wireless LAN แบบ b/g/n มาให้ เพื่อไม่ให้น่าเกลียดจนเกินไป) ถ้าดูจาก specs ที่ Amazon ประกาศ Kindle Fire สามารถอยู่ได้ประมาณ 8 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้ใช้ wireless จากที่ลองใช้ดู (เปิด wireless ตลอดเมื่อใช้งาน) พบว่าอยู่ได้ตั้งแต่เช้ายันก่อนนอน โดยใช้ทั้งอ่านและดูหนัง นอกเวลาและระหว่างเวลาทำงาน</p>
<h3>Software</h3>
<p>ในด้านของ software ก็เป็นที่น่าสนใจไม่น้อยที่ Amazon ตัดสินใจใช้ Android 2.3 ซึ่งก็คือขนมปังขิง (Gingerbread) แทนที่จะเป็น Android 3 หรือ Honeycomb โดยเฉพาะถ้าหลายคนจำได้ ว่าทาง Google ได้เคยออกมาประกาศไว้เมื่อปีที่แล้ว (หลัง Samsung ออก Galaxy Tab ตัวแรกมาได้เพียงไม่กี่วัน) ว่า Android 2.x ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ tablet อย่างไรก็ดี ขนมปังขิงตัวนี้ก็ไม่ใช้ขนมปังขิงทั่วไปธรรมดาที่เอา UI มาแต่ง แต่เป็นการ fork โค้ด Android ออกมาทั้งกระบิ จึงทำให้มันเป็นเหมือน OS ใหม่อีกตัวนึงเลยทีเดียว และแทนที่เปิดเครื่องมาครั้งแรกจะต้องใส่ account ของ Google เราจะต้องใส่ account ที่ register ไว้กับทาง Amazon แทน</p>
<p><img class="alignnone" style="border-style: initial; border-color: initial;" title="หน้าโฮม Kindle Fire" src="http://farm8.staticflickr.com/7028/6400193373_de275c1bb7.jpg" alt="หน้าโฮม Kindle Fire" width="200" /> <img class="alignnone" title="หน้า Newsstand บน Kindle Fire" src="http://farm7.staticflickr.com/6031/6400192707_fdaaa8d6a9.jpg" alt="หน้า Newsstand บน Kindle Fire" width="200" /> <img class="alignnone" title="หน้า Movies ของ Kindle Fire" src="http://farm8.staticflickr.com/7011/6400191999_b5534de249.jpg" alt="หน้า Movies ของ Kindle Fire" width="200" /></p>
<p><img class="alignnone" title="หน้า App ของ Kindle Fire" src="http://farm8.staticflickr.com/7007/6400191341_e140b7b25a.jpg" alt="หน้า App ของ Kindle Fire" width="200" /> <img class="alignnone" title="หน้าซื้อเพลงบน Kindle Fire" src="http://farm8.staticflickr.com/7008/6400190305_dc15359834.jpg" alt="หน้าซื้อเพลงบน Kindle Fire" width="200" /> <img class="alignnone" title="หน้า Video Streaming บน Kindle Fire" src="http://farm8.staticflickr.com/7163/6400189909_96873d9248.jpg" alt="หน้า Video Streaming บน Kindle Fire" width="200" /></p>
<p>เริ่มกันด้วยที่หน้าตา ที่มี home screen ที่แปลกตาไป โดยเป็นชั้นหนังสือแทน โดยแถวบนจะเป็น item (หนังสือ เพลง magazine app ฯลฯ) เรียงตามการใช้งานล่าสุด ส่วยแถวล่างเป็น favorite ด้านของชั้นหนังสือเป็นเมนูดังนี้: Newsstand (ร้านขายหนังสือพิมพ์/magazines) Books (ชั้นหนังสือ) Music (เพลง) Videos (หนัง) Docs (เอกสาร) Apps และ Web โดย Newsstand Books Music Videos และ Apps เป็นพื้นที่สำหรับ browse content ที่อยู่บนเครื่องหรือบน cloud และยังมีช่องทางสำหรับให้ซื้อ content เพิ่มเติมผ่านทาง Amazon Store อีกด้วย วิธีการซื้อก็ง่ายๆ เพียงแค่คลิกที่ราคาของที่จะซื้อ เครื่องก็จะทำการสั่งซื้อให้ (โดยเราต้องมีรายละเอียดบัตร credit ใน account ของ Amazon ก่อน) และถามว่าเราต้องการจะโหลดลงเครื่อง หรือจะเก็บไว้บนปุยเมฆ.. อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตุคือ ผมไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในประเทศเพื่อซื้อ content ได้ แต่พอเปลี่ยนเป็นบัตรของอเมริกาปุ๊บ ก็ใช้ได้ในทันที อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นวิธีในการล็อคไม่ให้ใช้ Kindle Fire นอกประเทศหรือเปล่า (เนื่องจากปัญหา copyright) Kindle Fire อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวน app เนื่องจากต้องผ่าน Amazon Appstore ซึ่งมีจำนวน app น้อยมากเมื่อเทียบกับ Apple App Store หรือ Android Market (วิธีแก้คือการ root แล้วเอา Android Market มาลง)</p>
<p>สิ่งใหม่ที่มากับ Kindle Fire คือ browser ตัวใหม่ของ Amazon ที่ชื่อว่า Silk โดย Amazon ได้ให้ความหวังไว้ค่อนข้างสูงกับ browser ตัวนี้ โดยบอกไว้ว่า Silk จะโหลดหน้าต่างๆได้เร็วกว่า browser อื่นๆเพราะใช้ technology การแคชจาก cloud ของ Amazon แต่จากการใช้งานจริง กับจากการอ่านตามรีวิวอื่นๆ พบว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นมานั้นน้อยมากจนแทบจะไม่รู้สึกได้เลย..</p>
<h4>ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ</h4>
<p>จากเท่าที่ได้ลองใช้ดูมาหลายวัน มีความรู้สึกว่า Kindle Fire เหมาะกับการเสพ content แบบ offline มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมันไม่สามารถใช้ data service จากสัญญาณโทรศัพท์ได้ สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะต้องมาคิดนิดนึงก่อนซื้อ เพราะ service บางอย่างอาจจะใช้ได้ไม่เต็มที่ เช่นการ stream วิดีโอ ซึ่งต้องทำจากในอเมริกาเท่านั้น (หรือใช้ VPN เอา เพื่อให้ได้ IP ที่โน่น) ผมได้ลองใช้ VPN เพื่อ stream ดู ซึ่งผลออกมาใช้ได้ดีพอสมควร อาจจะ buffer นานนิดนึงในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่มีกระตุกเลย ที่ยังไม่ได้ลองคือซื้อการซื้อหรือเช่าหนัง ซึ่งการซื้อหรือเช่าทำให้เราสามารถนำหนังมาเก็บบนเครื่องเพื่อดู offline ได้ ซึ่งผมยังสงสัยอยู่ว่า Amazon จะยอมให้โหลดหรือเปล่าถ้าไม่ได้มี IP ของอเมริกา ที่สงสัยว่าอาจจะได้ เป็นเพราะว่า Amazon ยอมให้ผมซื้อเพลงและเล่นผ่านทาง cloud ได้โดยไม่ต้องโหลดมาไว้บนเครื่อง (แต่ผ่าน cloud player บนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ถ้าไม่ต่อ VPN) และไม่ต้องผ่าน VPN ไว้ถ้าผมหาหนังที่อยากดูเจอ จะลองไปโหลดดู แล้วจะกลับมารายงานครับ</p>
<p>เพิ่มเติมในส่วนของ cloud นิดนึง จากที่ได้ลองฟังเพลงผ่านปุยเมฆดู ปรากฎว่าใช้งานได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดยใช้เวลาโหลดเพลงแรกแค่ประมาณ 5-15 วินาทีเท่านั้น หลังจากเพลงแรกแล้ว เพลงอื่นๆก็ไม่ต้องรอ buffer</p>
<h3>อื่นๆ และสรุป</h3>
<p>จากที่ได้ใช้มา 3-4 วัน ส่วนตัวแล้วรู้สึกชอบ Kindle Fire ด้วยขนาดที่เล็กและน้ำหนักที่กำลังพอดี(คหสต) ทำให้รู้สึกอยากพกไปด้วยตลอดเวลา สำหรับคนไทยที่อยากใช้ อาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องความยากง่ายในการซื้อ content เพราะอาจจะเข้าถึงได้ลำบากหน่อย ถ้าไม่ได้มีบัตรเครดิตหรือ IP ที่อเมริกา นอกจากนั้นแล้ว Kindle Fire ยังไม่มี keyboard ภาษาไทย จึงอาจทำให้ยากต่อการใช้ ซึ่งจริงมีวิธีแก้ แต่ต้องทำกายกรรมนิดหน่อย ไว้ถ้าว่างๆ หรือมีคนอยากอ่าน เดี๋ยวจะมาเขียนวิธีให้ครับ</p>
<p>ลองมาสรุปข้อดีและข้อเสียกันคร่าวๆ เริ่มจากข้อดีก่อน</p>
<ol>
<li>ขนาดเล็ก น้ำหนักกำลังดี และวัสดุที่ไม่ใช่พลาสติก ทำให้ไม่รู้สึกก๊องแก๊ง</li>
<li>มี cloud ให้ใช้</li>
<li>คุณภาพจอค่อนข้างดี ใช้อ่านหนังสือและดูหนังได้อย่างไม่น่าหงุดหงิด</li>
<li>มี content (ที่ไม่ใช่ app) ให้เลือกเยอะ</li>
</ol>
<p>ส่วนของข้อเสีย..</p>
<ol>
<li>UI ยังมีติดขัดอยู่บ้าง เช่นกดเร็วๆแล้วมันไม่ไป</li>
<li>มี Storage แค่ 8GB (แถมยังเหลือให้ใช้แค่ 6GB)</li>
<li>App น้อย (ถ้าไม่ root)</li>
</ol>
<p>Kindle Fire ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับคนที่ชอบ content จำพวกหนังสือ หรือ magazine เพราะมีจำนวนให้เลือกอย่างหลากหลายบน Amazon Store อีกทั้งยังมีหนังให้ดูฟรีสำหรับคนที่เป็นสมาชิก Amazon Prime แต่สำหรับคนที่ชอบเสพ app หรือเล่นเกมแล้วละก็ Kindle Fire ไม่สามารถที่จะมาแทนเจ้าตลาดอย่าง iPad ได้เลย เพราะจำนวน app บน Amazon Appstore ห่างกับ store อื่นอย่าง Apple App Store หรือ Android Market อย่างเทียบชั้นกันไม่ได้ อย่างไรก็ดี เราสามารถ root Kindle Fire ได้ ทำให้โอกาสในการใช้งานอย่างอื่น หรือการเข้าถึง app store อื่นๆเป็นไปได้อย่างไม่ยากนัก..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/11/amazon-kindle-fire-review/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Thoughtful Quotes</title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/thoughtful-quotes</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/thoughtful-quotes#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Mar 2011 06:08:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[คำคม]]></category>
		<category><![CDATA[คำพูด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=442</guid>
		<description><![CDATA[จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ตอนอยู่ประถมจะไปบ้านคุณปู่คุณย่าที่ชลบุรีเกือบทุกอาทิตย์ แถวนั้นจะมีร้านหนังสืออยู่ร้านนึงที่คุณพ่อพาเดินไปเป็นประจำ ไปครั้งนึงจะยืนเลือกยืนอ่านหนังสือได้เป็นชั่วโมง ตอนนั้นอ่านหมดทุกอย่าง ทั้งวณกรรมเยาวชน นวนิยาย บทประพันธ์ มหากาพย์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกลอง และอีกประเภทหนึ่งที่ชอบอ่านคือพวกคำคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลอนสั้นๆหรือเป็นคำพูดที่กินใจก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าคำพูดสั้นๆสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ เคยได้ยินเรื่องราวของคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้แรงบันดาลใจจากคำพูด และเนื่องจากว่าน่าจะยังมีอีกหลายประโยคหลายคำพูดที่ไม่เคยได้ถูกกลั่นกรองมาสู่ภาษาไทย จึงอยากจะเป็นขอเป็นส่วนช่วยในการนำคำพูดที่ดีทั้งหลายมาสู่คนไทย โดยหวังว่าคำเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นเครื่องเตือนสติให้กับคนหลายๆคนได้... ดังนั้นจึงได้เปิดไซต์ย่อยขึ้นมาอีกอันเพื่อเผยแพร่คำพูดเหล่านี้เป็นภาษาไทย ขอเชิญติดตามอ่านได้ที่ สารพันคำคม ครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://q.just-another-blog.com"><img alt="วัดพระแก้ว" src="http://farm6.static.flickr.com/5212/5464744192_1f06182635_b.jpg" title="วัดพระแก้ว" class="alignnone" width="750"/></a></p>
<p>จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ตอนอยู่ประถมจะไปบ้านคุณปู่คุณย่าที่ชลบุรีเกือบทุกอาทิตย์ แถวนั้นจะมีร้านหนังสืออยู่ร้านนึงที่คุณพ่อพาเดินไปเป็นประจำ ไปครั้งนึงจะยืนเลือกยืนอ่านหนังสือได้เป็นชั่วโมง ตอนนั้นอ่านหมดทุกอย่าง ทั้งวณกรรมเยาวชน นวนิยาย บทประพันธ์ มหากาพย์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกลอง และอีกประเภทหนึ่งที่ชอบอ่านคือพวกคำคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลอนสั้นๆหรือเป็นคำพูดที่กินใจก็ตาม โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าคำพูดสั้นๆสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ เคยได้ยินเรื่องราวของคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้แรงบันดาลใจจากคำพูด และเนื่องจากว่าน่าจะยังมีอีกหลายประโยคหลายคำพูดที่ไม่เคยได้ถูกกลั่นกรองมาสู่ภาษาไทย จึงอยากจะเป็นขอเป็นส่วนช่วยในการนำคำพูดที่ดีทั้งหลายมาสู่คนไทย โดยหวังว่าคำเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นเครื่องเตือนสติให้กับคนหลายๆคนได้...</p>
<p>ดังนั้นจึงได้เปิดไซต์ย่อยขึ้นมาอีกอันเพื่อเผยแพร่<a href="http://q.just-another-blog.com">คำพูดเหล่านี้เป็นภาษาไทย</a> ขอเชิญติดตามอ่านได้ที่ <a href="http://q.just-another-blog.com">สารพันคำคม</a> ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/thoughtful-quotes/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Nuclear Explained, Fukushima Incident, and the Future of Nuclear Energy</title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/future-of-nuclear-energy</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/future-of-nuclear-energy#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Mar 2011 18:56:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[accident]]></category>
		<category><![CDATA[earthquake]]></category>
		<category><![CDATA[japan]]></category>
		<category><![CDATA[nuclear]]></category>
		<category><![CDATA[reactor]]></category>
		<category><![CDATA[tsunami]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[นิวเคลียร์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟุกุชิมา]]></category>
		<category><![CDATA[สึนามิ]]></category>
		<category><![CDATA[แผ่นดินไหว]]></category>
		<category><![CDATA[โรงไฟฟ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=418</guid>
		<description><![CDATA[สืบเนื่องมาจากเหตุการแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุกุชิมา โดยส่วนตัวแล้วคาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะทำให้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ประเทศไทยเกิดช้าไปอีกกว่าสิบปีหรืออาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ ในโพสนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้คร่าวๆ(ด้วยความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดบวกการทำ web research เร็วๆแบบพอเป็นพิธี ฉะนั้นผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วย อาจจะรบกวนขอให้ช่วยบอกด้วยจะได้แก้ไขได้ครับ) ผมคงจะไม่บอกว่าประเทศไทยควรหรือไม่ควรจะมีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์(โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้มี แต่ต้องให้แน่ใจว่าประเทศไทยเราพร้อม) แต่ผมจะให้คำถามไปสักสองสามข้อที่ผู้มีอำนาจการตัดสินใจอาจจะนำไปใช้เป็นข้อคิดได้ และท้ายสุดผมจะทิ้งท้ายด้วยพลังงานทดแทนอีกสองสามตัวซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับประเทศไทยได้ Disclaimer: โพสนี้ถูกเขียนขึ้นโดยคนที่จบภาษาไทยระดับป.6และไม่ได้มีการ edit หรือ proofread ใดๆทั้งสิ้น ถ้าอ่านยากหน่อยก็เข้าใจนะครับว่าทำไม... ความเป็นมา เทคโนโลยีนิวเคลียร์เกิดขึ้นมาช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง(คศ 1939-1945)ไม่นานโดยเริ่มมาจาก James Chadwick นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้ค้นพบนิวตรอน ไม่นานหลังจากนั้นได้มีการค้นพบว่านิวตรอนสามารถที่จะแยกนิวเคลียสของอตอมยูเรเนียมและพลูโตเนียมได้ สูตร E=mc^2 บอกเราว่าสสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานและพลังงานก็เปลี่ยนเป็นสสารได้ เมื่อนิวเคลียสของยูเรเนียมหรือพลูโตเนียม(ส่วนใหญ่เป็น U-235 หรือ Pu-239)ถูกแยกโดยนิวตรอนจะมีมวลส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน พลังงานนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์(เช่นผลิตกระแสไฟฟ้า)หรืออาจจะนำมาใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้ นิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าและเตาปฏิกรณ์ พลังงานที่ได้เกิดจากการแตกตัวของอตอมจะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการสร้างไอน้ำ ไอน้ำจะถูกนำไปใช้ในการหมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าชนิดอื่น การสร้างพลังงานความร้อนจะถูกสร้างในเตาปฏิกรณ์ปรมาณู (nuclear reactor) ในกรณีของเหตุระเบิดที่ฟุกุชิมาเตาปฏิกรณ์ที่ใช้เป็นแบบ BWR (Boiling Water Reactor) ซึ่งประกอบไปด้วย reactor core ที่มี แท่งเชื้อเพลิง (fuel rod) แท่งควบคุม (control rod) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สืบเนื่องมาจากเหตุการแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุกุชิมา โดยส่วนตัวแล้วคาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะทำให้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ประเทศไทยเกิดช้าไปอีกกว่าสิบปีหรืออาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ ในโพสนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้คร่าวๆ(ด้วยความรู้ที่มีอยู่น้อยนิดบวกการทำ web research เร็วๆแบบพอเป็นพิธี ฉะนั้นผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วย อาจจะรบกวนขอให้ช่วยบอกด้วยจะได้แก้ไขได้ครับ) ผมคงจะไม่บอกว่าประเทศไทยควรหรือไม่ควรจะมีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์(โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้มี แต่ต้องให้แน่ใจว่าประเทศไทยเราพร้อม) แต่ผมจะให้คำถามไปสักสองสามข้อที่ผู้มีอำนาจการตัดสินใจอาจจะนำไปใช้เป็นข้อคิดได้ และท้ายสุดผมจะทิ้งท้ายด้วยพลังงานทดแทนอีกสองสามตัวซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกสำหรับประเทศไทยได้</p>
<p>Disclaimer: โพสนี้ถูกเขียนขึ้นโดยคนที่จบภาษาไทยระดับป.6และไม่ได้มีการ edit หรือ proofread ใดๆทั้งสิ้น ถ้าอ่านยากหน่อยก็เข้าใจนะครับว่าทำไม...</p>
<h3>ความเป็นมา</h3>
<p>เทคโนโลยีนิวเคลียร์เกิดขึ้นมาช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง(คศ 1939-1945)ไม่นานโดยเริ่มมาจาก James Chadwick นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้ค้นพบนิวตรอน ไม่นานหลังจากนั้นได้มีการค้นพบว่านิวตรอนสามารถที่จะแยกนิวเคลียสของอตอมยูเรเนียมและพลูโตเนียมได้ สูตร E=mc^2 บอกเราว่าสสารสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานและพลังงานก็เปลี่ยนเป็นสสารได้  เมื่อนิวเคลียสของยูเรเนียมหรือพลูโตเนียม(ส่วนใหญ่เป็น U-235 หรือ Pu-239)ถูกแยกโดยนิวตรอนจะมีมวลส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน พลังงานนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์(เช่นผลิตกระแสไฟฟ้า)หรืออาจจะนำมาใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้</p>
<h3>นิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าและเตาปฏิกรณ์</h3>
<p>พลังงานที่ได้เกิดจากการแตกตัวของอตอมจะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการสร้างไอน้ำ ไอน้ำจะถูกนำไปใช้ในการหมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าชนิดอื่น การสร้างพลังงานความร้อนจะถูกสร้างในเตาปฏิกรณ์ปรมาณู (nuclear reactor) ในกรณีของเหตุระเบิดที่ฟุกุชิมาเตาปฏิกรณ์ที่ใช้เป็นแบบ BWR (Boiling Water Reactor) ซึ่งประกอบไปด้วย reactor core ที่มี แท่งเชื้อเพลิง (fuel rod) แท่งควบคุม (control rod) และมีตัวทำความเย็น (coolant) ไหลผ่าน<br />
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 710px"><img alt="Boiling Water Reactor Diagram" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/6a/Schema_reacteur_eau_bouillante.svg" title="Boiling Water Reactor Diagram" width="700"/><p class="wp-caption-text">Boiling Water Reactor (รูปจาก Wikipedia)</p></div></p>
<p>หลักการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ BWR คือใช้แท่งเชื้อเพลิงในการทำให้เกิดพลังงานความร้อน แท่งเชื้อเพลิงจะมี uranium หรือ plutonium อยู่ข้างใน เมื่ออยู่ธาตุเหล่านี้อยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากพอ (ถึง critical mass) จะทำให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่ขึ้น (chain reaction) อันเนื่องมาจากนิวตรอนที่ถูกปล่อยออกจากกระบวนการนิวเคลียร์จะไปชนกับนิวเคลียสอื่นๆต่อๆไปเป็นลูกโซ่ ถ้าปฏิกริยาลูกโซ่นี้ไม่ได้ถูกควบคุมก็จะเกิดการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิง (meltdown) ทำให้เกิดการปล่อยของกัมมันตรังสีออกมาข้างนอกได้ ปฏิกริยาลูกโซ่จะถูกควบคุมโดยแท่งควบคุม (control rod) ซึ่งมีตัวดูดซับนิวตรอนอยู่ข้างในเป็นการควบคุมปฏิกริยาลูกโซ่ (ไม่ให้นิวตรอนที่ถูกปล่อยออกมาไปชนกับนิวเคลียสอื่นๆมากเกินไป) ปริมาณพลังงานจะถูกควบคุมโดยการเลื่อนแท่งควบคุมเข้า/ออกระหว่างแท่งเชื้อเพลิง การเลื่อนแท่งควบคุมออกจะทำให้เกิดพลังงานมากขึ้นในขณะที่การเลื่อนแท่งควบคุมเข้าจะทำให้เกิดพลังงานน้อยลง ใน BWR แท่งเชื้อเพลิงและแท่งควบคุมจะอยู่ใต้น้ำซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวหล่อเย็น ตัว reactor จะอยู่ในสภาพตวามกดสูง (pressurized) เพื่อทำให้จุดเดือดของน้ำสูงกว่าปกติ (ทำให้นึกถึงตอนเรียน high school physics ตอนนั้นครูทำการทดลองลดแรงกดเพื่อให้เห็น tripple point ของน้ำหรือจุดที่น้ำเป็นได้ทั้ง 3 สถานะพร้อมกัน) เมื่อน้ำเดือดจะทำให้เกิดไอน้ำขึ้น ไอน้ำนี้เองจะถูกนำไปใช้ในการหมุนกังหันเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า</p>
<h3>การหลอมละลาย (core meltdown)</h3>
<p>การหลอมละลายของแกนปฏิกรณ์เกิดขึ้นเมื่อพลังงานความร้อนสูงเกินไปเกินกว่าที่ตัวแท่งเชื้อเพลิงจะรับไหว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นกำลังกลัวว่าจะเกิดขึ้นเพราะเครื่องมือทำความเย็นไม่สามารถทำงานได้ เหตุผลที่เครื่องมือทำความเย็นไม่สามารถทำงานได้ในกรณี่เป็นเพราะ</p>
<ol>
<li>พอเตาปฎิกรณ์ไม่ทำงานเครื่องปั่นไฟก็ไม่ทำงาน</li>
<li>ปกติจะมีเครื่องปั่นไฟสำรองแต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิจนน้ำท่วมขึ้นเครื่องปั่นไฟสำรองก็ใช้งานไม่ได้</li>
<li>ถึงแม้ว่าที่โรงไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่สำรองแต่ก็เพียงพอแค่ระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น</li>
</ol>
<p>ตอนนี้หลายๆท่านอาจจะคิดว่าแล้วทำไมไม่ใช้แท่งควบคุมปิดเตาไปล่ะ คำตอบก็คือใช้ครับแต่ว่าด้วยความร้อนในเตาปฏิกรณ์ที่สูงมากและถึงแม้ว่าจะใช้แท่งควบคุมไปแล้วแต่ก็ยังมีความร้อนที่เกิดจากการแผ่รังสี (decay heat) อยู่ดีความร้อนจึงลดลงได้ช้ามาก</p>
<p>จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเกิดการหลอมละลาย? ระดับความรุนแรงของการเกิดการหลอมละลายจะขึ้นอยู่กับประเภทของเตาปฏิกรณ์และการออกแบบ เตาปฏิกรณ์แบบใหม่ส่วนใหญ่ได้มีการผนวกการป้องกันการหลอมละลายและการป้องกันการรั่วไหลของกัมมันตรังสีเมื่อมีการหลอมละลายเกิดขึ้น ในโรงไฟฟ้าสมัยใหม่จะมี containment structure ซึ่งทำจากวัสดุที่เข็งแรงเช่นโลหะเหล็กหรือคอนกรีตเสริมเหล็กครอบเตาปฎิกรณ์เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกัมมันตรังสี ในความเป็นจริงแล้ว containment structure จะสามารถเก็บกัมมันตรังสีไว้ได้หรือไม่เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ในหลายกรณีก่อนจะเกิดการหลอมละลายจะมีการสะสมของแรงกดขึ้น จึงต้องมีการระบายความดันสู่ภายนอก การระบายความดันจะทำให้มีกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาพร้อมกับไอน้ำ หรือถ้าเกิดการระเบิดขึ้นจน containment structure เสียหาย ก็จะทำให้มีกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมาได้เช่นกัน ในกรณีของโรงไฟฟ้าที่ฟุกุชิมา การระเบิดเกิดขึ้นภายในตึกที่เป็นที่ตั้งเตาปฏิกรณ์แต่เกิดขึ้นภายนอก containment structure ปริมาณกัมมันตรังสีที่รั่วไหลออกมาจึงอาจจะยังไม่มากนัก (แต่ก็ยังมากกว่าระดับปกติอยู่หลายเท่า) ในกรณี่ที่ร้ายแรงมากจนเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของ containment structure ขึ้น (ซึ่งไม่น่าจะเกิดในกรณีของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมา) การระเบิดอาจจะทำให้การแพร่กระจายของกัมมันตรังสีรุนแรงมากขึ้น</p>
<h3>อุบัติเหตุ</h3>
<p>ในอดีตได้มีอุบัติเหตุนิวเคลียร์เกิดขึ้นหลายครั้งแต่มีอยู่สองครั้งที่รุนแรงและมีการเผยแพร่อย่างละเอียดคือที่ Three Mile Island ใน Pennsylvania และที่ Chernobyl ใน Ukraine และครั้งล่าสุดที่ฟุกุชิมาประเทศญี่ปุ่น</p>
<p>เหตุการณ์  Three Mile Island เกิดขึ้นวันที่ 28 มีนาคม 1979 ได้เกิดการหลอมละลายขึ้นจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นในระบบอันเนื่องมาจากการการสูญเสียตัวหล่อเย็น ที่ Three Mile Island เตาปฏิกรณ์ที่ใช้เป็นแบบ PWR (pressurized water reactor) ซึ่งตัว reactor จะถูกทำให้มีแรงกดสูงเพื่อให้จุดเดือดของน้ำที่ใช้เป็นตัวหล่อเย็นสูงมาก ในเตาปฏิกรณ์แบบ PWR นั้นด้วยแรงกดและจุดเดือดที่สูง โดยปกติแล้วน้ำในเตาปฏิกรณ์จึงจะไม่เดือด ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ Three Mile Island คือตัววาล์วระบายแรงดันเกิดขัดข้องไม่สามารถปิดเองได้ และเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีความเข้าใจถึงไฟแสดงสถานะที่ดีพอจึงทำให้ปัญหานี้ไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างทันท่วงที เมื่อวาล์วถูกเปิดค้างไว้จึงทำให้ตัวหล่อเย็นเล็ดลอดออกมาจนอุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์สูงขึ้นจนถึงจุดเดือด กว่าเจ้าหน้าที่และวิศวกรจะรู้ตัวและเริ่มทำการเพิ่มตัวหล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิแกนก็หลอมละลายไปมากแล้ว เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความพยายามในการลดแรงดันและความร้อนออกจากระบบ หนึ่งในวิธีที่ใช้คือการปล่อยไอน้ำออกจากระบบสู่บรรยากาศโดยตรง (ทำให้เกิดการรั่วไหลออกข้างนอก) จากการสำรวจมีการสรุปว่าปริมาณกัมมันตรังสีที่ถูกปล่อยออกมาไม่ได้มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ทำให้ความสนใจในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์น้อยลงไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง และต้องใช้เวลาถึง 13 ปีกับจำนวนเงินอีก 975 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อที่จะทำความสะอาดกัมมันตรังสีและสารอันตรายอื่นๆออกจากบริเวณโรงไฟฟ้า</p>
<p>ในเช้ามืดวันที่ 26 เมษายน 1986 ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่โรงไฟฟ้า Chernobyl ใน Ukraine (ตอนนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้มีคนเสียชีวิตจากการระเบิดและการกระจายของกัมมันตรังสีเบื้องต้นประมาณ 50 คน นอกจากนั้นได้มีการคาดการไว้ว่ามีคนจำนวนมากกว่า 4000 คนเสียชีวิตจากมะเร็งในปีต่อๆมาอันเนื่องมาจากการกระจายกัมมันตรังสีจากอุบัติเหตุ อุบัติเหตุในครั้งนั้นเกิดขึ้นมาจากลูกโซ่ของหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นมารวมกัน เรื่องสั้นๆคือวิศวกรต้องการที่จะทำการทดลองที่จะใช้โมเมนตัมของกังหันในมาใช้ในการปั่นไฟสำรองในกรณีที่เตาปฏิกรณ์ต้องทำการ emergency shutdown (เนื่องจากเครื่องปั่นไฟสำรองต้องใข้เวลาในการผลิตกระแสไฟฟ้ามาให้พลังงานแก่ปั๊มน้ำหล่อเย็นได้อย่างเพียงพอ) ในตอนเริ่มการทดลองจะต้องมีการลดระดับพลังงานของเตาปฏิกรณ์ลง ในตอนนี้เองที่เจ้าหน้าที่ควบคุมทำผิดพลาดโดยใส่แท่งควบควมลึกเกินไปจนทำให้เตาปฎิกรณ์เกือบจะหยุดทำงาน จึงทำให้เตาปฏิกรณ์ทำงานแบบไม่เสถียรตามคุณสมบัติของเตาปฏิกรณ์แบบ RBMK (BWR ชนิดหนึ่ง) จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมได้เริ่มทำการทดลองโดยปล่อยให้กังหันหมุนไปตามโมเมนตัมโดยไม่มีไอน้ำมาช่วยหมุนเพื่อปั่นไฟมาใช้ทำความเย็น เมื่อความเร็วของกังหันเริ่มตกลงแรงดันของน้ำหล่อเย็นก็ลดลงตามจนทำให้พลังงานในเตาปฎิกรณ์เพิ่มขึ้น หลังจากนั้นได้มีการกดปุ่มเพื่อปิดเตาปฏิกรณ์ฉุกเฉิน (ไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน) การกดปุ่มนี้ทำให้แท่งควบคุมถูกเลื่อนเข้าจนสุด ผลจากการที่เตาปฏิกรณ์ทำงานอยู่อย่างไม่เสถียรบวกกับการที่ design ของแท่งควบคุม (ทำให้พลังงานเพิ่มขึ้นก่อนที่จะลดลงทีหลัง) ไม่ดีทำให้ความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดการหลอมละลายของแท่งเชื้อเพลิงทำให้แท่งควบคุมไม่สามารถเลื่อนต่อไปได้ความร้อนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดไอน้ำและแรงดันขึ้นจนเกิดการะเบิดครั้งแรก หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีก็เกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้งซึ่งคาดว่าการระเบิดครั้งหลังนี้เกิดจากปฏิกริยาลูกโซ่และมีความรุนแรงเทียบเท่ากับแรงระเบิด TNT ถึง 0.01 กิโลตัน การระเบิดครั้งนี้กับการที่เตาปฏิกรณ์ที่ Chernobyl ไม่ได้มี containment structure ทำให้เกิดการกระจายของสารกัมมันตรังสีในวงกว้างและทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่นได้เกิดการระเบิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมา เนื่องจากการระเบิดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการหลอมละลาย แต่เกิดจากการระบายแก๊สไฮโดรเจนที่สะสมทำให้เกิดการติดไฟและระเบิดขึ้นภายนอก containment structure ส่วน containment structure ก็ยังปลอดภัยอยู่ การกระจายของสารกัมมันตรังสีจึงน่าจะน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น (จากที่อ่านข่าว รังสีที่ถูกปล่อยออกมามีจำนวนพอๆกับทีคนๆนึงจะได้รับจากการทำ CT scan สักสองสามนาที) ส่วนในความเป็นจริงจะมากน้อยแค่ไหนคงต้องรอให้เหตุการณ์จบลงและมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการก่อน ถ้าถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนไปแย่เหมือนครั้ง Chernobyl ถ้าดูตามที่นักวิชาการวิเคราห์แล้วคงตอบว่าความเป็นไปได้มีแต่ค่อนข้างน้อยด้วยมาตรการความปลอดภัยต่างๆ (เช่นการมี containment structure ที่ Chernobyl ไม่มี) และการออกแบบเตาปฏิกรณ์ที่ต่างกัน</p>
<h3>พิษจากกัมมันตภาพรังสีกับแนวทางป้องกันและแก้ไข</h3>
<p>เมื่อเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ขึ้นจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่ภายนอก สารเหล่านี้เป็นผลทางเคมีที่เกิดจากการแตกตัวทางนิวเคลียร์และอาจปล่อยรังสีออกมาเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ การได้รับรังสีในประมาณที่มากในเวลาอันสั้นจะทำให้เกิดภาวะ radiation poisoning ซึ่งทำให้อวัยวะต่างๆในร่างกายถูกทำลายและเป็นเหตุให้เสียชีวิตในเวลาอันสั้น สำหรับคนที่โดนรังสีน้อยและรอดชีวิตก็อาจเกิดการสะสมของสารกัมมันตรังสีในร่างกายและอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น</p>
<p>สารที่ถูกปล่อยออกมาและจะเป็นอันตรายมากหน่อยคือ ไอโอดีน (Iodine) ซีเซียม (Caesium) และ สโตรนเทียม (Strontium) ตัวที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดน่าจะเป็นตัวไอโอดีนเพราะทำให้เกิดมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ได้ โดยปกติแล้วต่อมไทรอยด์จะดูดซับไอโอดีนทั้งในรูปที่แผ่รังสีและไม่แผ่รังสี ไอโอดีนที่แผ่รังสีจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายๆอย่างกับต่อมไทรอยด์และที่ร้ายแรงที่สุดคือมะเร็ง ได้มีการพบว่าเหตุการณ์ Chernobyl ทำให้อัตราการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ของผู้ที่อยู่อาศัยใกล้เคียงเพิ่มขึ้น อันตรายจากไอโอดีนสามารถป้องกันได้โดยการรับประทานไอโอดีน (ใช้ Potassium Iodide) ก่อนที่จะได้รับรังสี สารตัวนี้จะเข้าไปสะสมในต่อมไทรอยด์เพื่อทำให้ต่อมไม่สามารถรับไอโอดีนที่เป็นพิษเข้ามาได้อีก ปริมาณการรับประทานคือ 130 มิลลิกรัมในผู้ใหญ่ และ 65 มิลลิกรัมในเด็ก ปริมาณนี้ถือเป็นปริมาณที่เยอะและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่นการคลื่นไส้และอาเจียนได้</p>
<p>(ขออนุญาตเพิ่มเกร็ดอีกนิด วิธีคล้ายๆกันนี้สามารถไปใช้เพื่อป้องกันพิษจากน้ำยาหล่อเย็นที่ใข้ในรถยนต์ได้ สารพวกนี้สามารถถูกดูดซึมทางผิวหนังและไปที่ตับจนเป็นอันตรายได้ วิธีแก้เมื่อรับประทานหรือถูกผิวหนังในปริมาณที่เป็นอันตรายคือให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลในปริมาณมาก(ต้องให้เมา) เมื่อตับดูดซึมแอลกอฮอลจนเต็มแล้วจะไม่สามารถดูดซึมสารพิษเข้าไปได้อีก ร่างกายจะขับสารพิษออกมาทางปัสสาวะแทน) </p>
<p>ได้ยินมาว่ามี forward เมล์กันเรื่องให้เอาเบตาดีนทาคอ.. เท่าที่อ่านดูบาตาดีนก็มีส่วนผสมของไอโอดีนอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนการที่เอาไปทาที่คอจะทำให้ไทรอยด์ดูดซึมไอโอดีนเข้าไปได้หรือเปล่า หรือถึงจะดูดซึมเข้าไปได้ ปริมาณที่จะถูกดูดซึมเข้าไปก็ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์เต็มจนไม่สามารถดูดซึมไอโอดีนที่แผ่รังสีเข้าไปได้อีก.. กรณีนี้ผมมองว่าคนปล่อยข่าวน่าจะแค่อยากเล่นคำผวนมากกว่า หรือไม่ก็อยากเห็นคนคอเหลืองเดินไปมา..</p>
<p>(16-05-2011 - ขอเติมอีกนิด เมื่อวานลองไปดูที่ซองมาม่า มีเขียนไว้ว่าหนึ่งซองมีไอโอดีน 50 ไมโครกรัม เค้าบอกให้ทาน 130 มิลลิกรัม ทานซัก 2600 ซองก็ได้ครบพอดี อาจจะไม่ทันคลื่นไส้อาเจียนเพราะผลข้างเคียงของไอโอดีนแต่อาจจะท้องแตกตายก่อน.. ไม่ก็อาจจะตายเพราะผงชูรส)</p>
<h3>ผลที่เกิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่ฟุกุชิมาต่อการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์</h3>
<p>เท่าทีฟังข่าว CNN เมื่อค่ำนี้ ได้มีหลายประเทศออกมาแถลงถึงแผนที่จะหยุดยั้งการพัฒนาหรือการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ต่อ(อย่างน้อยก็ชั่วคราว) </p>
<p>ส่วนในประเทศไทยที่มีกระแสต่อต้านมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว การเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นน่าจะทำให้การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ช้าไปอีกเป็นสิบปีเลยทีเดียว โดยส่วนตัวแล้วผมอยากให้มีการศึกษากรณีโรงไฟฟ้าฟุกุชิมาก่อน(เมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านไปและได้มีการวิเคราะห์รายละเอียดของเหตุการณ์แล้ว)ก่อนที่จะตัดสินใจว่าประเทศไทยควรหรือไม่ควรจะมีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ค่อนข้างสะอาดถ้าเทียบกับเทคโนโลยีอื่นเช่นถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ(จริงๆแล้วโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติมีการแผ่รังสีมากกว่าโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในการทำงานปกติ) แต่เรายังต้องคำนึงถึงปัญหาอื่นๆเช่นการจัดเก็บขยะนิวเคลียร์ (nuclear waste) และปัญหาการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีด้วย เนื่องจากขยะนิวเคลียร์ไม่สามารถที่จะถูกทำลายได้ (ต้องปล่อยให้สลายไปเองโดยใช้เวลาหลายล้านปี) และขยะพวกนี้เป็นอันตรายมาก จึงต้องมีการจัดระเบียบการจัดเก็บที่ดีพอ ทีนี้เราก็ต้องมาดูกันว่าเราจะเชื่อได้หรือไม่ว่าขยะเหล่านี้จะถูกจัดเก็บอย่างถูกวิธี อีกข้อนึงที่ควรคำนึงถึงคือสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า เราจะเลือกสถานที่อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่ญี่ปุ่นขึ้น และเป็นที่ทราบดีว่าประเทศไทยเราดังในเรื่องการคอรัปชั่น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าโรงไฟฟ้าจะถูกสร้างอย่างถูกต้องและปลอดภัย ลองคิดดูว่าถ้าเงิน 20-30% ของราคาโปรเจคต์ต้องถูกแบ่งไปเซ่นนักการเมืองจะเหลือเงินอยู่แค่ไหนที่จะมาสร้างโรงไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน ที่พูดมานี้ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้สนับสนุนพลังงงานนิวเคลียร์นะครับ จริงๆแล้วผมสนับสนุนเพราะคิดว่าสะอาดและถูกเมื่อเทียบกับพลังงานคู่แข่งอื่นๆ แต่ประเทศไทยควรที่จะตอบโจทย์ข้างต้นให้ได้ก่อนเพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย การที่เรามีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เป็นของตัวเองน่าจะเป็นหนทางสู่ energy independency นั่นก็คือประเทศไทยจะได้ไม่มีความจำเป็นที่จะไป import ไฟฟ้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการทำให้เงินไหลเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น</p>
<h3>พลังงานทางเลือก</h3>
<p>แล้วถ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ได้เกิดล่ะ!? ผมเองคิดว่ายังมีพลังงานอื่นๆที่ประเทศไทยน่าจะนำมาใช้ได้เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และที่กำลังมาแรงในต่างประเทศตอนนี้คือพลังงานขยะ</p>
<p>เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศร้อนที่มีแดดเกือบทั้งปี การเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้จึงน่าที่จะเป็นทางออกที่ดี แต่พลังงานแสงอาทิตย์มีราคามากกว่าพลังงานประเภทอื่น พลังงานลมก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกนึง ผมมองว่าเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดทะเลจึงมีพื้นที่มากพอสมควรที่จะได้รับลมทะเล ส่วนพลังงานขยะนั้นเป็นอะไรที่มาใหม่และน่าจะมีการศึกษาเพิ่มขึ้น เท่าที่ทราบมาพลังงานขยะได้มาจากการที่เอาขยะมาย่อยสลายทำให้เกิดแก๊ส methane ขึ้น แก๊สนี้จะถูกมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อมาใช้ปั่นกระแสไฟฟ้า ผมชอบความคิดนี้เพราะเป็นการเปลี่ยนแก๊สที่มีผลเสียต่อโอโซนมาใช้ให้เกิดประโยชน์และยังเป็นการกำจัดขยะได้อย่างดีอีกด้วย..</p>
<p>References:<br />
<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Boiling_water_reactor" rel="nofollow">http://en.wikipedia.org/wiki/Boiling_water_reactor</a><br /><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_meltdown" rel="nofollow">http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_meltdown</a><br /><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Chernobyl_disaster" rel="nofollow">http://en.wikipedia.org/wiki/Chernobyl_disaster</a><br /><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Three_Mile_Island_accident" rel="nofollow">http://en.wikipedia.org/wiki/Three_Mile_Island_accident</a><br /><a href="http://science.howstuffworks.com/nuclear-power3.htm" rel="nofollow">http://science.howstuffworks.com/nuclear-power3.htm</a><br /><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Triple_point" rel="nofollow">http://en.wikipedia.org/wiki/Triple_point</a><br />
<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Fission_products" rel="nofollow">http://en.wikipedia.org/wiki/Fission_products</a><br />
<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Radiation_poisoning" rel="nofollow">http://en.wikipedia.org/wiki/Radiation_poisoning</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/future-of-nuclear-energy/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Taking a Break</title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/taking-a-break</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/taking-a-break#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 Mar 2011 09:33:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Relationship]]></category>
		<category><![CDATA[life]]></category>
		<category><![CDATA[love]]></category>
		<category><![CDATA[relationship]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=401</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ได้พูดถึงเรื่องที่ว่าง (personal space) ไปแล้วได้มานั่งคิดดูว่าถ้าปัญหามันเกิดขึ้นมาแล้วจะทำไงดี จะทำอย่างไรถ้าทั้งสองคนอึดอัดและทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้ตลอดเวลา ได้คำตอบมาอันนึงว่าถ้าอยากได้ที่ว่างนักก็เอาที่ว่างไปเลย ใช่แล้วนั่นคือการอยู่ห่างกันสักพัก (taking a break) นั่นเอง การที่คนสองคนที่มีความผูกพันกันในระดับหนึ่งจะมาตัดสินใจว่าจะห่างกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถ้าทำได้ผลลัพท์อาจจะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ มิใช่ลาร้าง.. แค่ห่างไกล การอยู่ห่างกันจะทำให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองทำให้ได้ไตร่ตรองถึงความต้องการของตัวเอง ในกรณีของ "ที่ว่าง" การห่างกันจะทำให้เกิดที่ว่างขึ้นอย่างล้นหลาม ถ้ามองเผินๆอาจจะคิดว่าฝ่ายที่ต้องการที่ว่างจะมีความสุขลัลล้าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่ใช่อย่างนั้น การที่ได้ใช้เวลาร่วมกันเป็นเวลานานทำให้เกิดความผูกพันขึ้น ฉนั้นการอยู่ห่างกันจึงทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนขาดอะไรในชีวิตไป (assume ว่าการห่างกันทำเพื่อให้ทั้งสองคนไปคิดจริงๆ ไม่ใช่ให้คนใดคนหนึ่งไปลัลล้าหากิ๊ก) สำหรับคนที่ต้องการที่ว่างแล้วการห่างกันจะทำให้เค้าได้ที่ว่างอย่างที่ต้องการ ไม่ได้เป็นที่ว่างที่ได้มาเป็นฟรีๆแต่เป็นที่ว่างที่มี cost อยู่ด้วย (ด้วย assumption เดิมข้างต้น) cost ที่ว่าคือการที่ไม่ได้อยู่กับคนที่เค้ารัก พอเวลาผ่านไปเค้าอาจจะเริ่มรู้สึกว่าที่ว่างที่ได้มานั้นต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง เค้าต้องมาคำนวณ tradeoff ว่าที่ว่างที่ได้มานั้นคุ้มหรือไม่กับความรักที่เค้าจะต้องเสียไป.. ทีนี้ลองมาดูฝั่งที่ต้องการที่ว่างน้อยกว่าดูบ้าง ฝั่งนี้ต้องการที่จะอยู่ใกล้คนรักอยู่แล้วการห่างกันจึงอาจทำให้หัวใจแตกสลายได้เลยทีเดียว การห่างกันน่าจะทำให้เค้าเข้าใจมากขึ้นว่าถ้าเค้าไม่ให้ที่ว่างกับอีกฝ่ายมากขึ้นเค้าอาจจะต้องเสียคนคนนั้นไปตลอดกาลได้ ในขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปเค้าอาจจะพบว่าเค้าสามารถที่จะอยู่ตัวคนเดียวได้เหมือนกัน เพราะฉนั้นการให้ที่ว่างกับอีกฝ่ายจึงไม่น่าเป็นเรื่องยากจนเกินไป การห่างกันจึงน่าจะทำให้คนสองคนเข้าใจกันมากขึ้นเมื่อทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้ง การหวนคืน การหวนคืนจะราบรื่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ระหว่างที่ห่างกันไปของทั้งคู่ ในเคสที่แย่ที่สุดฝ่ายหนึ่งอาจจะค้นพบว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้มีอีกฝ่ายอยู่ในนั้นในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งยังคงต้องการที่จะสานสัมพันธ์ต่อ ในกรณีนี้ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงเป็นฝ่ายที่เจ็บ หรือในอีกเคสนึงทั้งสองคนอาจจะรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ กรณีนี้น่าจะดีกว่ากรณีข้างต้นเพราะทั้งสองคนตกลงที่จะเลิกรากันไปเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทั้งสองเคสอาจจะไม่ใช่การจบที่ ideal นักแต่สุดท้ายแล้วก็น่าจะทำให้ทั้งสองคนมีความสุขมากกว่าที่จะหลอกตัวเองและอยู่ด้วยกันไปอย่างมีความทุกข์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ได้พูดถึงเรื่อง<a href="http://just-another-blog.com/2011/02/personal-space">ที่ว่าง</a> (personal space) ไปแล้วได้มานั่งคิดดูว่าถ้าปัญหามันเกิดขึ้นมาแล้วจะทำไงดี จะทำอย่างไรถ้าทั้งสองคนอึดอัดและทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้ตลอดเวลา ได้คำตอบมาอันนึงว่าถ้าอยากได้ที่ว่างนักก็เอาที่ว่างไปเลย ใช่แล้วนั่นคือการอยู่ห่างกันสักพัก (taking a break) นั่นเอง การที่คนสองคนที่มีความผูกพันกันในระดับหนึ่งจะมาตัดสินใจว่าจะห่างกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถ้าทำได้ผลลัพท์อาจจะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่</p>
<p><img src="http://just-another-blog.com/wp-content/uploads/2011/03/Jiuzhaigou-Chengdu-159-cropped.jpg" alt="Walking Together" title="Walking Together" width="700" class="alignnone size-full wp-image-413" /></p>
<h4>มิใช่ลาร้าง.. แค่ห่างไกล</h4>
<p>การอยู่ห่างกันจะทำให้ทั้งสองคนได้มีโอกาสที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองทำให้ได้ไตร่ตรองถึงความต้องการของตัวเอง ในกรณีของ "ที่ว่าง" การห่างกันจะทำให้เกิดที่ว่างขึ้นอย่างล้นหลาม ถ้ามองเผินๆอาจจะคิดว่าฝ่ายที่ต้องการที่ว่างจะมีความสุขลัลล้าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่ใช่อย่างนั้น การที่ได้ใช้เวลาร่วมกันเป็นเวลานานทำให้เกิดความผูกพันขึ้น ฉนั้นการอยู่ห่างกันจึงทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนขาดอะไรในชีวิตไป (assume ว่าการห่างกันทำเพื่อให้ทั้งสองคนไปคิดจริงๆ ไม่ใช่ให้คนใดคนหนึ่งไปลัลล้าหากิ๊ก) สำหรับคนที่ต้องการที่ว่างแล้วการห่างกันจะทำให้เค้าได้ที่ว่างอย่างที่ต้องการ ไม่ได้เป็นที่ว่างที่ได้มาเป็นฟรีๆแต่เป็นที่ว่างที่มี cost อยู่ด้วย (ด้วย assumption เดิมข้างต้น) cost ที่ว่าคือการที่ไม่ได้อยู่กับคนที่เค้ารัก พอเวลาผ่านไปเค้าอาจจะเริ่มรู้สึกว่าที่ว่างที่ได้มานั้นต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง เค้าต้องมาคำนวณ tradeoff ว่าที่ว่างที่ได้มานั้นคุ้มหรือไม่กับความรักที่เค้าจะต้องเสียไป.. ทีนี้ลองมาดูฝั่งที่ต้องการที่ว่างน้อยกว่าดูบ้าง ฝั่งนี้ต้องการที่จะอยู่ใกล้คนรักอยู่แล้วการห่างกันจึงอาจทำให้หัวใจแตกสลายได้เลยทีเดียว การห่างกันน่าจะทำให้เค้าเข้าใจมากขึ้นว่าถ้าเค้าไม่ให้ที่ว่างกับอีกฝ่ายมากขึ้นเค้าอาจจะต้องเสียคนคนนั้นไปตลอดกาลได้ ในขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปเค้าอาจจะพบว่าเค้าสามารถที่จะอยู่ตัวคนเดียวได้เหมือนกัน เพราะฉนั้นการให้ที่ว่างกับอีกฝ่ายจึงไม่น่าเป็นเรื่องยากจนเกินไป การห่างกันจึงน่าจะทำให้คนสองคนเข้าใจกันมากขึ้นเมื่อทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้ง</p>
<h4>การหวนคืน</h4>
<p>การหวนคืนจะราบรื่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ระหว่างที่ห่างกันไปของทั้งคู่ ในเคสที่แย่ที่สุดฝ่ายหนึ่งอาจจะค้นพบว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ได้มีอีกฝ่ายอยู่ในนั้นในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งยังคงต้องการที่จะสานสัมพันธ์ต่อ ในกรณีนี้ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงเป็นฝ่ายที่เจ็บ หรือในอีกเคสนึงทั้งสองคนอาจจะรู้ตัวว่าต่างฝ่ายต่างไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ กรณีนี้น่าจะดีกว่ากรณีข้างต้นเพราะทั้งสองคนตกลงที่จะเลิกรากันไปเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทั้งสองเคสอาจจะไม่ใช่การจบที่ ideal นัก<strong>แต่สุดท้ายแล้วก็น่าจะทำให้ทั้งสองคนมีความสุขมากกว่าที่จะหลอกตัวเองและอยู่ด้วยกันไปอย่างมีความทุกข์</strong></p>
<p>ในเคสที่ดีที่สุดทั้งคู่จะค้นพบว่าตัวเองต้องการอีกฝ่ายหนึ่งและพร้อมที่จะยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อแลกกับความสัมพันธ์นั้น ในกรณีของ "ที่ว่าง" ฝ่ายที่ต้องการที่ว่างอาจจะปรับตัวเพื่อให้สามารถมีความสุขได้กับที่ว่างที่น้อยลงในขณะที่ฝ่ายที่ไม่ต้องการที่ว่างก็อาจจะเขยิบออกให้ที่ว่างกับคู่ของเค้ามากขึ้น <strong>เมื่อทั้งสองคนได้ทำอย่างนี้แล้วทั้งคู่อาจจะพบว่าที่ว่างที่เกิดขึ้นมาใหม่มีขนาดพอดีที่จะใส่พวกเค้าทั้งสองลงไปก็ได้..</strong></p>
<p>ถ้ามีเวลาว่างจะมาเขียน "วิธีการห่างกัน"...</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/taking-a-break/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Panoramas </title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/panoramas-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/panoramas-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Mar 2011 12:10:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Photography]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[beach]]></category>
		<category><![CDATA[panorama]]></category>
		<category><![CDATA[photography]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[กระบี่]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายรูป]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[พาโนรามา]]></category>
		<category><![CDATA[รูป]]></category>
		<category><![CDATA[หาด]]></category>
		<category><![CDATA[เขื่อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=394</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ขอเอารูปพาโนรามาที่ถ่ายจากทริปก่อนๆมาฝากครับ ประเดิมด้วยรูปแรกถ่ายที่สวนมะม่วงที่เมืองกาญ ตอนนี้การเป็นสวนยูคาลิปตัสไปแล้ว ถัดมาเป็นเขื่อนวชิราลงกรณ์(เขื่อนเขาแหลม) สองรูปนี้ถ่ายคนละวันคนละเวลากัน รูปแรกถ่ายระหว่างทางไปเที่ยวบ้านไร่วิมานดิน ตอนนั้นพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ระหว่างทางเห็นแม่น้ำสวยมากแต่ก็พยายามตัดใจไม่แวะถ่าย แต่ในที่สุดก็ห้ามใจไว้ไม่ไหว.. ส่วนรูปที่สองถ่ายขากลับจากวิมานดิน ถึงวิมานดินแล้วถ้าไม่มีรูปพาโนรามามาฝากก็ยังไงอยู่ เหนือวิมานดินคือวิมานในอากาศ ท้องฟ้าตอนเช้าเหนือวิมานดิน เปลี่ยนภาคนิดนึงไปยังภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ รูปนี้ถ่ายที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่อยู่เลยดอยสุเทพขึ้นไป จากนั้นกระโดดจากเหนือมาใต้ที่จังหวัดกระบี่ รูปนี้ถ่ายที่หาดไร่เลย์ตะวันออก รูปนี้ถ่ายตอนน้ำขึ้น พอช่วยบ่ายๆน้ำลงจะเห็นสะพานสำหรับคนเดินไปขึ้นเรือห่างจากหาด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ขอเอารูปพาโนรามาที่ถ่ายจากทริปก่อนๆมาฝากครับ</p>
<p>ประเดิมด้วยรูปแรกถ่ายที่สวนมะม่วงที่เมืองกาญ ตอนนี้การเป็นสวนยูคาลิปตัสไปแล้ว<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5016/5514118297_93d09fe643.jpg" alt="สวนมะม่วง" width="700"/></p>
<p>ถัดมาเป็นเขื่อนวชิราลงกรณ์(เขื่อนเขาแหลม) สองรูปนี้ถ่ายคนละวันคนละเวลากัน รูปแรกถ่ายระหว่างทางไปเที่ยวบ้านไร่วิมานดิน ตอนนั้นพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ระหว่างทางเห็นแม่น้ำสวยมากแต่ก็พยายามตัดใจไม่แวะถ่าย แต่ในที่สุดก็ห้ามใจไว้ไม่ไหว.. ส่วนรูปที่สองถ่ายขากลับจากวิมานดิน<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5257/5514704048_84a0bbf193.jpg" alt="พระอาทิตย์ตกที่เขื่อนวชิราลงกรณ์" width="700"/></p>
<p><img src="http://farm6.static.flickr.com/5220/5514710582_b607f1292d.jpg" alt="เขื่อนวชิราลงกรณ์ยามบ่าย" width="700"/></p>
<p>ถึงวิมานดินแล้วถ้าไม่มีรูปพาโนรามามาฝากก็ยังไงอยู่<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5098/5514708730_e2999c8ff2.jpg" alt="จากระเบียงบ้านไร่วิมานดิน" width="700"/></p>
<p>เหนือวิมานดินคือวิมานในอากาศ ท้องฟ้าตอนเช้าเหนือวิมานดิน<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5177/5514705872_198503a4aa.jpg" alt="ท้องฟ้าวิมานดิน" width="700"/></p>
<p>เปลี่ยนภาคนิดนึงไปยังภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ รูปนี้ถ่ายที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่อยู่เลยดอยสุเทพขึ้นไป<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5213/5514701616_6eb5f3e308.jpg" alt="พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์" width="700"/></p>
<p>จากนั้นกระโดดจากเหนือมาใต้ที่จังหวัดกระบี่ รูปนี้ถ่ายที่หาดไร่เลย์ตะวันออก รูปนี้ถ่ายตอนน้ำขึ้น พอช่วยบ่ายๆน้ำลงจะเห็นสะพานสำหรับคนเดินไปขึ้นเรือห่างจากหาด<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5176/5514105319_3a882c2500.jpg" alt="หาดไร่เลย์ตะวันออกจังหวัดกระบี่" width="700"/></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/03/panoramas-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เที่ยวทองผาภูมิ-กาญจนบุรี-วิมานดิน ตอนที่ 5 </title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-5</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-5#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Feb 2011 12:07:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Photography]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[family]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[kanchanaburi]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[กาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[กิน]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ทองผาภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=370</guid>
		<description><![CDATA[ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายของทริปนี้(เล่าจนเหนื่อย) ขอสั้นๆเลยละกัน เอาเป็นการเล่าเรื่องด้วยรูปละกัน (A picture is worth a thousand words) ตอนที่สี่ ตอนที่สาม ตอนที่สอง ตอนที่หนึ่ง วิมานดินยามเช้า อรุณสวัสดิ์ครับ ผมเพิ่งตื่นครับ อาหารเช้าท่ามกลางอากาศเย็นๆสบายๆ พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับคุณตา (คุณพ่อพี่สารวัตร) แอบถ่ายน้องฟลุคทานข้าวเช้า เมื่อท้องอิ่มก็เป็นเวลาความรู้จากพี่สารวัตร ต้นยางเก่าแก่ที่สูงลิบลิ่วที่อาจจะเห็นในรูปที่ผ่านมา เดินป่าหาความรู้ นี่เป็นบ่อน้ำร้อนอะไรซักอย่าง (มัวแต่ถ่ายรูปเลยไม่ทันฟัง) เมื่อได้ความรู้แล้วก็ถึงเวลาเล่นมั่ง (work hard, play harder) ตอนที่ไปน้ำเยอะใช้ได้ แต่ถ้าไปก่อนหน้านั้นสักเดือนนึงจะดีกว่า ก่อนกลับขอเก็บภาพบ้านวิมานดิน ขากลับแวะทานข้าวที่เขื่อนเขาแหลม (ที่สโมสรนะ ไม่ได้ไปสันเขื่อน) ไปทริปนี้ได้รูปพาโนมานิดหน่อย เดี๋ยวจะเอามาฝากนะครับ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทีมงานวิมานดินทุกท่าน(ทั้งเจ้าของและลูกจ้าง)ที่ต้อนรับและเอาใจใส่พวกเราอย่างดีจนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ขอบคุณพี่สารวัตร พี่เปิ้ล น้องฟลุค และคุณตาครับ ตอนที่สี่ ตอนที่สาม ตอนที่สอง ตอนที่หนึ่ง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายของทริปนี้(เล่าจนเหนื่อย) ขอสั้นๆเลยละกัน เอาเป็นการเล่าเรื่องด้วยรูปละกัน (A picture is worth a thousand words)</p>
<p><a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-4/">ตอนที่สี่</a><br />
<a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-3/">ตอนที่สาม</a><br />
<a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-2/">ตอนที่สอง</a><br />
<a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-1/">ตอนที่หนึ่ง</a></p>
<p>วิมานดินยามเช้า<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5056/5452935223_1159fe65fd.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7307" /></p>
<p><img src="http://farm6.static.flickr.com/5059/5453547022_e3e2f9df55.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7331" /></p>
<p>อรุณสวัสดิ์ครับ ผมเพิ่งตื่นครับ<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5297/5452935599_2bd9bc8553.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7336" /></p>
<p>อาหารเช้าท่ามกลางอากาศเย็นๆสบายๆ<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5095/5453547296_052876f349.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7338" /></p>
<p>พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับคุณตา (คุณพ่อพี่สารวัตร)<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5133/5452936109_d5d0003a20.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7375" /></p>
<p><img src="http://farm6.static.flickr.com/5059/5452936023_b8ea3c1c90.jpg" width="335" height="500" alt="_DSC7366" /></p>
<p>แอบถ่ายน้องฟลุคทานข้าวเช้า<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5018/5467564665_9f456f2873.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7410" /></p>
<p>เมื่อท้องอิ่มก็เป็นเวลาความรู้จากพี่สารวัตร<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5216/5452936439_41553382f5.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7425" /></p>
<p>ต้นยางเก่าแก่ที่สูงลิบลิ่วที่อาจจะเห็นในรูปที่ผ่านมา<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5132/5453548148_15f647d7d9.jpg" width="335" height="500" alt="_DSC7430" /></p>
<p>เดินป่าหาความรู้<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5059/5452937149_725718294e.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7471" /></p>
<p>นี่เป็นบ่อน้ำร้อนอะไรซักอย่าง (มัวแต่ถ่ายรูปเลยไม่ทันฟัง)<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5299/5453548274_fa5ed012db.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7464" /></p>
<p>เมื่อได้ความรู้แล้วก็ถึงเวลาเล่นมั่ง (work hard, play harder)<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5179/5453548840_fedc0ffc2b.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7481" /></p>
<p>ตอนที่ไปน้ำเยอะใช้ได้ แต่ถ้าไปก่อนหน้านั้นสักเดือนนึงจะดีกว่า<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5020/5453549284_f8088eba8d.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7487" /></p>
<p>ก่อนกลับขอเก็บภาพบ้านวิมานดิน<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5296/5452938173_fc0c09897b.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7499" /></p>
<p>ขากลับแวะทานข้าวที่เขื่อนเขาแหลม (ที่สโมสรนะ ไม่ได้ไปสันเขื่อน)<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5059/5452939009_7f949e0521.jpg" width="500" height="335" alt="_DSC7513" /></p>
<p>ไปทริปนี้ได้รูปพาโนมานิดหน่อย เดี๋ยวจะเอามาฝากนะครับ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทีมงานวิมานดินทุกท่าน(ทั้งเจ้าของและลูกจ้าง)ที่ต้อนรับและเอาใจใส่พวกเราอย่างดีจนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ขอบคุณพี่สารวัตร พี่เปิ้ล น้องฟลุค และคุณตาครับ</p>
<p><a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-4/">ตอนที่สี่</a><br />
<a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-3/">ตอนที่สาม</a><br />
<a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-2/">ตอนที่สอง</a><br />
<a href="http://just-another-blog.com/2011/02/kanchanaburi-trip-part-1/">ตอนที่หนึ่ง</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-5/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Personal Space</title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/personal-space</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/personal-space#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Feb 2011 13:33:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Relationship]]></category>
		<category><![CDATA[personal space]]></category>
		<category><![CDATA[relationship]]></category>
		<category><![CDATA[ความสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[แฟน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=364</guid>
		<description><![CDATA[เพื่อนๆเคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าทำไมคนเราถึงต้องการ personal space ที่ไม่เท่ากัน หรือมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะมา influence ความต้องการที่ว่างของคนแต่ละคน ในโพสนี้ผมคงจะไม่มาเขียนว่ามีปัจจัยอะไรเพราะผมไม่ใช่นักจิตวิทยา แต่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นความบทบาทของ personal space กับการที่จะทำให้ relationship ของคนสองคนเคลื่อนไปข้างหน้าได้ การที่คนที่มี personal space ไม่เท่ากันมาอยู่ด้วยกันอาจทำให้เกิดปัญหาอะไรหลายๆอย่างตามมา ยกตัวอย่างเช่น คนนึงอาจจะรู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายคิดว่าได้ให้พอแล้ว เรื่องอย่างนี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้และอาจจะเป็นที่มาของคำที่หลายๆคู่ต้องเผชิญ ซึ่งก็คือคำว่าเธอเปลี่ยนไป มีคำพูดที่ว่าความรักทำให้คนตาบอด หลายๆคนอาจจะมองว่าความรักทำให้คนหลงไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางคนหลงจนไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ นั่นเป็นบ่อเกิดของปัญหาสำหรับคนที่จริงๆแล้วมี personal space มาก ตอนผู้ชายจีบผู้หญิงใหม่ๆเค้าอาจะทุ่มเทให้มาก ให้ทั้งเวลาและความเอาใจใส่ โดยที่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้รู้ตัวว่าเค้ากำลังตาบอดอยู่ นั่นก็คือเค้าไม่ได้รู้ตัวว่าเค้าไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ถ้าฝ่ายหญิงเป็นคนที่ต้องการที่ว่างเยอะเหมือนกันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่(ถ้าฝ่ายหญิงเป็นคนที่ติดแฟน)การที่เค้าทำอย่างนั้นอสจทำให้เกิด expectation บางอย่างขึ้นมากับฝ่ายหญิง เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปและคนทั้งสองนั้นได้รู้จักกันมากขึ้นทั้งคู่หรืออาจจะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะพบว่ามีการ mismatch ของ personal space เกิดขึ้น ฝ่ายที่รู้สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้หรือไม่ หรืออาจจะเลือกที่จะเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจเพราะความรักที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายเสียใจ เค้าจึงเลือกที่จะเก็บความรู้สึกนั้นไว้คนเดียว แต่เมื่อความรู้สึกนั้นถูกเก็บไว้เป็นเวลานานฝ่ายที่เก็บจะยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ถึงแม้ว่าเค้าจะยังรักคู่ของเขาก็ตามแต่ความรู้สึกนั้นอาจทำให้เค้าไม่สบายใจและอาจทำให้เกิดการทะเลาะกันขึ้นมาได้ จากเดิมที่เป็นแค่ปัญหา personal space ก็กลายเป็นปัญหาการสื่อสาร และปัญหาอื่นๆอีก 108 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพื่อนๆเคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าทำไมคนเราถึงต้องการ personal space ที่ไม่เท่ากัน หรือมีปัจจัยอะไรบ้างที่จะมา influence ความต้องการที่ว่างของคนแต่ละคน ในโพสนี้ผมคงจะไม่มาเขียนว่ามีปัจจัยอะไรเพราะผมไม่ใช่นักจิตวิทยา แต่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นความบทบาทของ personal space กับการที่จะทำให้ relationship ของคนสองคนเคลื่อนไปข้างหน้าได้</p>
<p>การที่คนที่มี personal space ไม่เท่ากันมาอยู่ด้วยกันอาจทำให้เกิดปัญหาอะไรหลายๆอย่างตามมา ยกตัวอย่างเช่น คนนึงอาจจะรู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายคิดว่าได้ให้พอแล้ว เรื่องอย่างนี้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้และอาจจะเป็นที่มาของคำที่หลายๆคู่ต้องเผชิญ ซึ่งก็คือคำว่าเธอเปลี่ยนไป</p>
<p>มีคำพูดที่ว่าความรักทำให้คนตาบอด หลายๆคนอาจจะมองว่าความรักทำให้คนหลงไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางคนหลงจนไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ นั่นเป็นบ่อเกิดของปัญหาสำหรับคนที่จริงๆแล้วมี personal space มาก ตอนผู้ชายจีบผู้หญิงใหม่ๆเค้าอาจะทุ่มเทให้มาก ให้ทั้งเวลาและความเอาใจใส่ โดยที่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้รู้ตัวว่าเค้ากำลังตาบอดอยู่ นั่นก็คือเค้าไม่ได้รู้ตัวว่าเค้าไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ถ้าฝ่ายหญิงเป็นคนที่ต้องการที่ว่างเยอะเหมือนกันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ใช่(ถ้าฝ่ายหญิงเป็นคนที่ติดแฟน)การที่เค้าทำอย่างนั้นอสจทำให้เกิด expectation บางอย่างขึ้นมากับฝ่ายหญิง เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปและคนทั้งสองนั้นได้รู้จักกันมากขึ้นทั้งคู่หรืออาจจะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะพบว่ามีการ mismatch ของ personal space เกิดขึ้น ฝ่ายที่รู้สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้หรือไม่ หรืออาจจะเลือกที่จะเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจเพราะความรักที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายเสียใจ เค้าจึงเลือกที่จะเก็บความรู้สึกนั้นไว้คนเดียว แต่เมื่อความรู้สึกนั้นถูกเก็บไว้เป็นเวลานานฝ่ายที่เก็บจะยิ่งไม่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ถึงแม้ว่าเค้าจะยังรักคู่ของเขาก็ตามแต่ความรู้สึกนั้นอาจทำให้เค้าไม่สบายใจและอาจทำให้เกิดการทะเลาะกันขึ้นมาได้ จากเดิมที่เป็นแค่ปัญหา personal space ก็กลายเป็นปัญหาการสื่อสาร และปัญหาอื่นๆอีก 108 ไป กว่าจะถึงจุดที่ทั้งสองคิดได้ก็ปมนั้นก็อาจจะสายเกินแก้ไป</p>
<p>การแก้ปัญหานี้ที่ปลายเหตุไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต่างฝ่ายต่างมีทิฐิในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งสองคนต้องพร้อมยอมที่จะเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อที่จะให้ relationship นั้นสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ นั่นคือคนนึงจะต้องทิ้ง personal space ส่วนหนึ่งไปในขณะที่อีกคนหนึ่งจะต้องให้ space กับคนแรก จริงๆแล้ววิธีที่แก้ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ นั่นก็คือคนทั้งสองคนควรจะต้องดูตัวเองและรู้ใจตัวเองก่อน ถ้าเรารู้ว่าตัวเราเป็นคนที่มี personal space เยอะเราก็ควรที่จะสื่อตรงนั้นให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้ไว้เพื่อไม่ให้เกิด expectation ผิดๆขึ้น อีกทั้งการที่เรารู้ตัวเองจะช่วยให้เราสังเกตุอีกฝ่ายหนึ่งด้วยว่า personal space ของเค้าเหมาะกับตัวเราหรือไม่ การที่เรา set expectation ผิดๆไปอาจกลายเป็นเหมือนคำโกหกที่ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดและเสียใจทีหลัง ทีนี้มาแก้ปัญหาทีหลังก็อาจจะสายไปเพราะความรู้สึกดีๆได้ถูกทำลายไปแล้ว..ไม่มากก็น้อย..</p>
<p>หวังว่าโพสนี้จะช่วยใครหลายๆคนที่อาจจะมีปัญหาเรื่องที่ว่างได้นะครับ..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/personal-space/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำโหลดแชร์ริ่งง่ายๆด้วยเราเต้อร์ Cisco </title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Feb 2011 13:44:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Computing]]></category>
		<category><![CDATA[Networking]]></category>
		<category><![CDATA[bandwidth]]></category>
		<category><![CDATA[Cisco]]></category>
		<category><![CDATA[Internet]]></category>
		<category><![CDATA[redudancy]]></category>
		<category><![CDATA[router]]></category>
		<category><![CDATA[เราเต้อร์]]></category>
		<category><![CDATA[แชร์ริ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[โหลด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=334</guid>
		<description><![CDATA[รู้สึกว่าช่วงหลังๆจะคุยเรื่องเที่ยวเรื่องอาหารค่อนข้างบ่อยเลยจะลองขอเปลี่ยนเกียร์มาคุยเรื่อง technical บ้าง เคยคิดไว้ว่าจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วแต่ไม่ได้เขียนซักที ครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะเขียนเรื่องการทำ network load sharing (เพื่อ redudancy และรวม bandwidth) โดยใช้ router ของ Cisco โดยตัวที่จะใช้คือตัว 2600XM series ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะเรียนรู้หรือสอบ certificate ของ Cisco เพราะราคาไม่ค่อยแพงและมี features ค่อนข้างครบ จุดที่น่าสนใจของ project นี้คือเจ้า 2600XM เนี่ยโดย default แล้วจะมี FastEthernet มาแค่ port เดียว แล้วทีนี้เราจะรวมสายกันยังไงล่ะ (ไม่อยากซื้อ module มาเพิ่มเพราะไม่มีตังค์) คำตอบง่ายๆก็คือใช้ switch มาช่วยในการทำ router-on-a-stick (คล้ายๆกับการทำ inter-VLAN routing แต่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องแยก VLAN) ในกรณีของผมเนื่องจาก bandwidth ที่ออก Internet มันแค่ประมาณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รู้สึกว่าช่วงหลังๆจะคุยเรื่องเที่ยวเรื่องอาหารค่อนข้างบ่อยเลยจะลองขอเปลี่ยนเกียร์มาคุยเรื่อง technical บ้าง เคยคิดไว้ว่าจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วแต่ไม่ได้เขียนซักที ครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะเขียนเรื่องการทำ network load sharing (เพื่อ redudancy และรวม bandwidth) โดยใช้ router ของ Cisco โดยตัวที่จะใช้คือตัว 2600XM series ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการจะเรียนรู้หรือสอบ certificate ของ Cisco เพราะราคาไม่ค่อยแพงและมี features ค่อนข้างครบ จุดที่น่าสนใจของ project นี้คือเจ้า 2600XM เนี่ยโดย default แล้วจะมี FastEthernet มาแค่ port เดียว แล้วทีนี้เราจะรวมสายกันยังไงล่ะ (ไม่อยากซื้อ module มาเพิ่มเพราะไม่มีตังค์) คำตอบง่ายๆก็คือใช้ switch มาช่วยในการทำ router-on-a-stick (คล้ายๆกับการทำ inter-VLAN routing แต่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องแยก VLAN) ในกรณีของผมเนื่องจาก bandwidth ที่ออก Internet มันแค่ประมาณ 10% ของความเร็ว Fast Ethernet และ throughput ที่จะผ่าน router ไม่ได้มากมายอะไร การทำ router-on-a-stick จึงไม่ทำให้เกิด penalty อะไร เนื่องจาก setup ที่จะนำมาเสนอถูกทำขึ้นมาค่อนข้างนานแล้ว อาจจะจำถูกจำผิดบ้างก็ขออภัยล่วงหน้าครับ (ถ้าทำแล้วใช้ไม้ได้ลองเขียนมาถามได้เลยครับ)</p>
<p>อุปกรณที่ผมใช้</p>
<ul>
<li>2650XM Cisco Router</li>
<li>C2950T-24 Cisco Catalyst Switch</li>
</ul>
<p>สมมุติว่าทั้งตัว router และตัว switch ยังไม่มี config อะไรเลยนะครับ</p>
<p>เริ่มด้วยการต่อสายตามรูป นำสายจาก ADSL Modem (ฝั่ง LAN) และจาก 2650XM FastEthernet interface มาต่อเข้าที่ Switch เท่านี้การต่อสายก็เสร็จสิ้น</p>
<p><img src="http://just-another-blog.com/wp-content/uploads/2011/02/network-sharing-diagram.png" alt="Network Diagram" title="Network Diagram" width="500" class="alignnone size-full wp-image-349" /></p>
<p>การ config ก็ง่ายๆเช่นกัน บนฝั่ง switch ก็ไม่ต้องทำอะไรมากแค่เปิด port ที่ใช้ด้วยคำสั่ง no shut</p>
<blockquote><p>
<code>Switch> en<br />
Switch# conf t<br />
Switch(config)# int range fa0/1 - 3<br />
Switch(config-if-range)# no shut<br />
Switch(config-if-range)# int fa0/13<br />
Switch(config-if)# no shut</code>
</p></blockquote>
<p>ส่วนฝั่ง router ก็ง่ายๆเหมือนกัน เริ่มด้วยการคอนฟิก IP address ของ FastEthernet interface ก่อน IP address ที่ใช้เป็นแค่ตัวอย่างนะครับ ใช้อย่างอื่นก็ได้แต่ให้อยู่บน subnet เดียวกันก็พอ</p>
<blockquote><p>
<code>Router> en<br />
Router# conf t<br />
Router(config)# int fa0/0<br />
Router(config-if)# ip address 192.168.1.254 255.255.255.0<br />
Router(config-if)# no shut<br />
Router(dhcp-config)# default-router 192.168.1.154</code>
</p></blockquote>
<p>เพิ่ม default route (สมมุติว่า LAN IP ของ ADSL Modem เป็น 192.168.1.1 และ 192.168.1.2)</p>
<blockquote><p>
<code>Router(config)# ip route 0.0.0.0 0.0.0.0 192.168.1.1<br />
Router(config)# ip route 0.0.0.0 0.0.0.0 192.168.1.2<br />
</code>
</p></blockquote>
<p>ถ้าจะใช้ตัว 2650XM เป็น DHCP server ด้วยก็คอนฟิกซะ</p>
<blockquote><p>
<code>Router> en<br />
Router# conf t<br />
Router(config)# ip dhcp excluded-address 192.168.1.1 192.168.1.9<br />
Router(config)# ip dhcp excluded-address 192.168.1.21 192.168.1.254<br />
Router(config)# ip dhcp pool LAN<br />
Router(dhcp-config)# network 192.168.1.0 255.255.255.0<br />
Router(dhcp-config)# default-router 192.168.1.254<br />
Router(dhcp-config)# dns-server 8.8.8.8 8.8.4.4<br />
Router(dhcp-config)# lease 30</code>
</p></blockquote>
<p>การทำ load sharing บนเราเต้อร์แต่ละเครื่องอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันตามรุ่นและเวอร์ชั่นของ IOS ที่ใช้ เช่นบางรุ่นอาจจะสามารถเลือกประเภทของการทำ load sharing ได้ว่าจะเป็น per-packet หรือ per-destination ถ้าเป็น per-packet เราเต้อร์จะส่ง packet ผ่าน route ที่ต่างกัน (ถ้า metric เท่ากันก็จะเป็น equal-cost load sharing) สำหรับทุกๆ packet ที่ออกจาก router แต่ถ้าเป็น per-destination เราเต้อร์จะดู source และ destination address เพื่อที่จะตัดสินใจว่าจะส่ง packet ไป route ไหนโดยใช้ hashing algorithm ข้อดีของ per-destination load sharing คือ<strong>โดยส่วนใหญ่</strong>แล้ว packet จะถูกส่งไปถึงปลายทาง in order/sequence (ส่งก่อนถึงก่อน) เพราะใช้ route เดียวกัน ในขณะที่ per-packet อาจจะทำให้ packet ถึง out of order/sequence (packet ถึงแบบไม่เรียงกัน) เพราะถูกส่งไปคนละเส้นทาง ส่วนข้อเสียของ per-destination คือ packet อาจจะไม่ได้ถูกส่งออกไปแบบ balance นัก (บางเส้นอาจจะได้ packet เยอะกว่า) เพราะเส้นทางที่ถูกส่งออกไปจะขึ้นอยู่กับ source กับ destination เท่านั้น ในขณะที่ per-packet จะส่ง packet ไปแต่ละเส้นเท่าๆกัน (ถ้า metric เท่ากัน) แต่การทำ per-packet จะกิน resource CPU มากเพราะเราเต้อร์จะต้องทำ lookup เพื่อดูว่า route ไหนถูกใช้น้อยกว่าเพื่อที่จะได้ส่ง packet ไปยัง route นั้น จากที่ได้ลองใช้ดูเหมือนเจ้าตัว 2650XM จะทำ per-packet load sharing ได้ไม่ดีนัก (น่าจะเป็นเพราะ resource ไม่พอ)</p>
<p>ถ้าใครอยากจะลองเปลี่ยนวิธี load sharing ก็ทำได้โดยใช้คำสั่ง <code>ip load-sharing</code> ที่ interface นั้นๆครับ</p>
<blockquote><p><code>Rossak(config)# int fa0/0<br />
Rossak(config-if)# ip load-sharing per-packet<br />
Rossak(config-if)# ip load-sharing per-destination</code>
</p></blockquote>
<p>เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ เราสามารถที่จะดู routing table ได้</p>
<blockquote><p><code><br />
Rossak#show ip route<br />
...<br />
Gateway of last resort is 192.168.1.2 to network 0.0.0.0</p>
<p>C    192.168.1.0/24 is directly connected, FastEthernet0/0<br />
S*   0.0.0.0/0 [1/0] via 192.168.1.2<br />
               [1/0] via 192.168.1.1</code>
</p></blockquote>
<p>ลอง traceroute ไปหลายๆที่ดูเพื่อที่จะคอนเฟิร์มก็ได้ครับ</p>
<blockquote><p><code><br />
$ traceroute www.amazon.com<br />
traceroute to www.amazon.com (72.21.194.1), 64 hops max, 52 byte packets<br />
 1  192.168.1.254 (192.168.1.254)  2.725 ms  1.895 ms  1.701 ms<br />
 2  192.168.1.2 (192.168.1.2)  1.384 ms  1.768 ms  1.395 ms<br />
..<br />
</code></p></blockquote>
<blockquote><p><code><br />
$ traceroute www.ebay.com<br />
traceroute: Warning: www.ebay.com has multiple addresses; using 66.211.181.19<br />
traceroute to hp-core.ebay.com (66.211.181.19), 64 hops max, 52 byte packets<br />
 1  192.168.1.254 (192.168.1.254)  2.143 ms  1.751 ms  1.651 ms<br />
 2  192.168.1.1 (192.168.1.1)  1.103 ms  0.991 ms  1.029 ms</code><br />
..
</p></blockquote>
<p>ผู้อ่านอาจจะสังเกตุว่า packet จะวิ่งไปที่ 192.168.1.254 ก่อนที่จะวิ่งไปที่ ADSL router (192.168.1.1 และ 192.168.1.2) เพื่อจะออก Internet ต่อไป</p>
<p>คร่าวๆก็น่าจะเท่านี้ ถ้าใครอยากจะเอา wireless access point มาเพิ่มก็สามารถทำได้เช่นกันโดยต่อเข้าไปที่  switch ได้เลย (ไม่มีตัวอย่างให้เพราะยังไม่ได้ทำ) หวังว่าจะได้ความรู้แล้วเอาไปใช้จริงได้นะครับ (อาจจะเหมาะสำหรับคนที่อยากรวมสายสำหรับร้านอินเตอร์เนต) ถ้ามีคำถามอะไรก็ทิ้งคอมเม้นท์ไว้ได้หรือจะส่ง tweet มาที่ <a href="http://twitter.com/kinochanon">@kinochanon</a> ก็ได้เหมือนกันครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%86%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Kanchanaburi Trip (Part 4)</title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-4</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-4#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Feb 2011 08:33:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Photography]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[family]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[kanchanaburi]]></category>
		<category><![CDATA[kanjanaburi]]></category>
		<category><![CDATA[night]]></category>
		<category><![CDATA[stars]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[กลางคืน]]></category>
		<category><![CDATA[กาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[กิน]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ดาว]]></category>
		<category><![CDATA[ทองผาภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากการเดินทางอันแสนยาวนาน(เพราะรถติด + โอ้เอ้เอง)เราก็มาถึงจุดหมายที่บ้านไร่วิมานดิน สถานที่พักผ่อนแบบฟาร์มเสตย์ กว่าเราจะมาถึงที่นี่พระอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว(ตกหลังเขาไปเพราะที่พักอยู่ติดภูเขา) พอลงมาจากรถก็รู้สึกว่าอากาศเย็นสบายซึ่งอาจจะเป็นเพราะที่แถวนั้นติดทั้งภูเขาแล้วธารน้ำ หลังจากที่ได้เอาของไปเก็บในห้องแล้วเราก็ออกมาเดินเล่น ได้รูปมาอย่างที่เห็นนี้.. ริมธารน้ำเลียบวิมานดิน น้ำใสจนเห็นหินที่อยู่ข้างล่างและเห็นเงาสะท้อนจากท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน ที่วิมานดินนี้มีเจ้าหน้าที่ต้อนรับ/นำทางพิเศษเด้วย สองตัวนี้น่ารักมาก(ลืมถามชื่อไปว่าคุณอะไร) คอยมาต้อนรับเราตลอดเวลา จะเดินไปทางไหนเค้าจะเดินไปเป็นเพื่อน บางทีวิ่งล่วงหน้าไปรอก่อนก็มี ตอนแรกว่าจะเดินเล่นดูไร่ก่อนจะถึงเวลาอาหารสักหน่อยเราก็บังเอิญมาเจอกับพี่สารวัตรที่เป็นเจ้าของวิมานดินแห่งนี้พอดี พี่สารวัตรเป็นคนที่พูดเก่งและมีอัธยาศัยดี พี่เล่าให้เราฟังถึงความเป็นมาของที่นี่ คุยไปคุยมาเผลอเดี๋ยวเดียวก็มืด พวกเรารู้สึกได้ทันทีถึงอากาศที่เย็นลงที่ทำให้เรารู้สึกสบายตัวกันขึ้น ระหว่างที่ยืนคุยกับพี่สารวัตรก็ได้รูปมาอีกนิดหน่อย.. จากนั้นเราก็ก็เข้าไปในบ้านเพี่อรอทานอาหารเย็น.. ระเบียงบ้านถูกตกแต่งสวยงามและถูกนำมาใช้เป็นที่รับประทานอาหาร ระหว่างที่เราทานก็มีนักดนตรีตัวน้อยมาเล่นขลุ่ยให้เราฟังด้วย น้องชื่อน้องฟลุคเป็นลูกของพี่สารวัตรกับพี่เปิ้ล น้องบริการเราดีมาก ขอขอบคุณนะครับ บรรยากาศระหว่างทานอาหารเย็น มีพี่เปิ้ลร้อง karaoke ให้พวกเราฟัง ถึงอากาศจะเย็นแต่ก็มีมันเผาร้อนๆมาเสิร์ฟอยู่เรื่อยๆไม่ขาด อบอุ่นมากเหมือนอยู่บ้านตัวเอง หลังจากนั้นเราก็ไปเดินดูดาวโดยมีน้องหมาตัวเดิมอารักขาอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา เนี่องจากฟ้าที่นี่ไม่มีหมอกควันหรือแสงไฟจากตึกคอยรบกวนเลยเห็นดาวเยอะมากเป็นพิเศษ.. แล้วเราก็เข้านอนเพื่อที่จะได้ตื่นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากการเดินทางอันแสนยาวนาน(เพราะรถติด + โอ้เอ้เอง)เราก็มาถึงจุดหมายที่บ้านไร่วิมานดิน สถานที่พักผ่อนแบบฟาร์มเสตย์ กว่าเราจะมาถึงที่นี่พระอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว(ตกหลังเขาไปเพราะที่พักอยู่ติดภูเขา) พอลงมาจากรถก็รู้สึกว่าอากาศเย็นสบายซึ่งอาจจะเป็นเพราะที่แถวนั้นติดทั้งภูเขาแล้วธารน้ำ หลังจากที่ได้เอาของไปเก็บในห้องแล้วเราก็ออกมาเดินเล่น ได้รูปมาอย่างที่เห็นนี้..</p>
<p>ริมธารน้ำเลียบวิมานดิน น้ำใสจนเห็นหินที่อยู่ข้างล่างและเห็นเงาสะท้อนจากท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5217/5447729625_c613913a77.jpg" width="500" height="335" alt="ธารน้ำเลียบวิมาดิน" /></p>
<p>ที่วิมานดินนี้มีเจ้าหน้าที่ต้อนรับ/นำทางพิเศษเด้วย สองตัวนี้น่ารักมาก(ลืมถามชื่อไปว่าคุณอะไร) คอยมาต้อนรับเราตลอดเวลา จะเดินไปทางไหนเค้าจะเดินไปเป็นเพื่อน บางทีวิ่งล่วงหน้าไปรอก่อนก็มี<br />
<img src="http://farm5.static.flickr.com/4154/5447729859_362f550a9d.jpg" width="500" height="335" alt="บ้านไร่วิมานดินและพนักงานต้อนรับ" /></p>
<p>ตอนแรกว่าจะเดินเล่นดูไร่ก่อนจะถึงเวลาอาหารสักหน่อยเราก็บังเอิญมาเจอกับพี่สารวัตรที่เป็นเจ้าของวิมานดินแห่งนี้พอดี พี่สารวัตรเป็นคนที่พูดเก่งและมีอัธยาศัยดี พี่เล่าให้เราฟังถึงความเป็นมาของที่นี่ คุยไปคุยมาเผลอเดี๋ยวเดียวก็มืด พวกเรารู้สึกได้ทันทีถึงอากาศที่เย็นลงที่ทำให้เรารู้สึกสบายตัวกันขึ้น</p>
<p>ระหว่างที่ยืนคุยกับพี่สารวัตรก็ได้รูปมาอีกนิดหน่อย..<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5135/5447730103_9f8553f8e6.jpg" width="300" alt="บ้านโฮมเสตย์วิมานดิน" /> <img src="http://farm6.static.flickr.com/5098/5447730521_96070bb8de.jpg" width="300" alt="บ้านโฮมเสตย์วิมานดิน" /><br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5016/5448335884_fbcaf4bfb6.jpg" width="300"  alt="บ้านโฮมเสตย์วิมานดิน" /> <img src="http://farm6.static.flickr.com/5215/5448336230_1c3f08fdbd.jpg" width="300" alt="แสงไฟจากบ้านโฮมเสตย์วิมานดิน" /></p>
<p>จากนั้นเราก็ก็เข้าไปในบ้านเพี่อรอทานอาหารเย็น..<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5214/5448336718_68360a5bd5.jpg" width="500" height="335" alt="บ้่านวิมานดินยามค่ำคืน" /></p>
<p>ระเบียงบ้านถูกตกแต่งสวยงามและถูกนำมาใช้เป็นที่รับประทานอาหาร<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5212/5447730981_3f8a465561.jpg" width="500" alt="ระเบียงบ้านบริเวณรับประทานอาหาร" /></p>
<p>ระหว่างที่เราทานก็มีนักดนตรีตัวน้อยมาเล่นขลุ่ยให้เราฟังด้วย น้องชื่อน้องฟลุคเป็นลูกของพี่สารวัตรกับพี่เปิ้ล น้องบริการเราดีมาก ขอขอบคุณนะครับ<br />
<img src="http://farm5.static.flickr.com/4150/5448336880_2b921ba34d.jpg" width="500" height="335" alt="นักดนตรีตัวน้อย" /></p>
<p>บรรยากาศระหว่างทานอาหารเย็น มีพี่เปิ้ลร้อง karaoke ให้พวกเราฟัง<br />
<img src="http://farm5.static.flickr.com/4137/5448337298_c47e5cb8b9.jpg" width="500" height="335" alt="บรรยากาศอาหารเย็น" /></p>
<p>ถึงอากาศจะเย็นแต่ก็มีมันเผาร้อนๆมาเสิร์ฟอยู่เรื่อยๆไม่ขาด อบอุ่นมากเหมือนอยู่บ้านตัวเอง<br />
<img src="http://farm5.static.flickr.com/4080/5447731633_991b32e3ab.jpg" width="500" height="335" alt="มันเผาร้อนๆ" /></p>
<p>หลังจากนั้นเราก็ไปเดินดูดาวโดยมีน้องหมาตัวเดิมอารักขาอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา เนี่องจากฟ้าที่นี่ไม่มีหมอกควันหรือแสงไฟจากตึกคอยรบกวนเลยเห็นดาวเยอะมากเป็นพิเศษ..<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5254/5450513208_c072d2399a.jpg" width="500" height="335" alt="ดาวบนท้องฟ้าเหนือวิมานดิน" /></p>
<p>แล้วเราก็เข้านอนเพื่อที่จะได้ตื่นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า...</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-4/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Kanchanaburi Trip (Part 3)</title>
		<link>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-3</link>
		<comments>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-3#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Feb 2011 15:52:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Food]]></category>
		<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Photography]]></category>
		<category><![CDATA[Travel]]></category>
		<category><![CDATA[food]]></category>
		<category><![CDATA[kanchanaburi]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[กาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[กิน]]></category>
		<category><![CDATA[ทองผาภูมิ]]></category>
		<category><![CDATA[เขื่อน]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://just-another-blog.com/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[ความเดิมจากตอนที่แล้ว... เราไปเที่ยวกาญจนบุรีกับคุณพ่อและคุณแม่.. ระหว่างทางแวะไปดูสวนกับทานข้าวริมแม่น้ำแม่กลอง หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อ... กว่าจะได้ออกจากร้านอาหารก็ร่วมบ่ายสาม เราเดินทางต่อบนถนนหมายเลข 323 มุ่งหน้าสู่อำเภอทองผาภูมิ หลังจากออกจากตัวเมืองไปได้ไม่ไกลนักถนนก็เปลี่ยนเป็นถนนสองเลนสวนทางกัน ระหว่างทางเจอรถใหญ่เป็นระยะๆจึงทำให้ทำเวลาได้ช้ากว่าที่คิด แต่เพราะว่าค่อยๆขับไปเรื่อยๆจึงทำให้มีโอกาสได้ดูทิวทัศน์สองข้างทาง ครั้งนี้เป็นไม่กี่ครั้งในรอบสิบกว่าปีที่ได้ขับรถทางไกลในเมืองไทยทำให้เกือบลืมไปแล้วว่าถนนเมืองไทยก็สวยเหมือนกัน สมัยตอนที่อยู่อเมริกามีความรู้สึกว่าภูมิประเทศเค้าสวยกว่าบ้านเรามากเหลือเกิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะตอนก่อนที่จะไปอเมริกาเรามีความรู้สึกว่าถนนในเมืองไทยช่างดูแห้งแล้ง แต่ทริปนี้และทริปเชียงใหม่เมื่อเดือนธันวาที่ผ่านมาทำให้เราได้เห็นความสวยงามของถนนเมืองไทยที่ไม่แพ้ในอเมริกาเลยถึงแม้ว่าบรรยากาศจะต่างกันมากก็ตาม (ยอมให้เพราะบ้านเราไม่มีหิมะ) ระหว่างทางไปทองผาภูมิมีต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย มีต้นไม้หลายประเภทที่ผลัดใบตามฤดูเช่นต้นสักทองซึ่งใบเริ่มแห้งและเปลี่ยนสีจึงทำให้ใบไม้บนต้นไม้รอบๆถนนมีหลากสีตั้งแต่เขียว ส้ม เหลือง แดง ทำให้นึกถึงถนนในอเมริกาช่วงที่ใบไม้เริ่มจะเปลี่ยนสี ถนนที่คดเคี้ยวตัดผ่านภูเขาชวนให้รู้สึกเพลินไปกับการขับรถ น่าเสียดายที่เราเป็นคนขับเลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปมาฝาก.. แต่ก่อนที่เราจะเข้าทองผาภูมิเราแวะพักเข้าห้องน้ำกันที่ปั๊มน้ำมันเลยได้รูปแถวนั้นมา.. ระหว่างทางไปวิมานดินเราต้องผ่านเขื่อนวชิราลงกรณ์(เขื่อนเขาแหลม) แสงพระอาทิตย์สะท้อนน้ำในแม่น้ำ(แควน้อย?)เป็นประกายสวยงามมาก ถนนเลียบแม่น้ำระหว่างทางไปบ้านไร่วิมานดิน อีกไม่กี่กิโลก็จะถึงที่หมายแล้ว จุดหมายอยู่ไม่ไกล... (โปรดติดตามชมตอนต่อไป)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความเดิมจากตอนที่แล้ว... เราไปเที่ยวกาญจนบุรีกับคุณพ่อและคุณแม่.. ระหว่างทางแวะไปดูสวนกับทานข้าวริมแม่น้ำแม่กลอง หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อ...</p>
<p>กว่าจะได้ออกจากร้านอาหารก็ร่วมบ่ายสาม เราเดินทางต่อบนถนนหมายเลข 323 มุ่งหน้าสู่อำเภอทองผาภูมิ หลังจากออกจากตัวเมืองไปได้ไม่ไกลนักถนนก็เปลี่ยนเป็นถนนสองเลนสวนทางกัน ระหว่างทางเจอรถใหญ่เป็นระยะๆจึงทำให้ทำเวลาได้ช้ากว่าที่คิด แต่เพราะว่าค่อยๆขับไปเรื่อยๆจึงทำให้มีโอกาสได้ดูทิวทัศน์สองข้างทาง ครั้งนี้เป็นไม่กี่ครั้งในรอบสิบกว่าปีที่ได้ขับรถทางไกลในเมืองไทยทำให้เกือบลืมไปแล้วว่าถนนเมืองไทยก็สวยเหมือนกัน สมัยตอนที่อยู่อเมริกามีความรู้สึกว่าภูมิประเทศเค้าสวยกว่าบ้านเรามากเหลือเกิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะตอนก่อนที่จะไปอเมริกาเรามีความรู้สึกว่าถนนในเมืองไทยช่างดูแห้งแล้ง แต่ทริปนี้และทริปเชียงใหม่เมื่อเดือนธันวาที่ผ่านมาทำให้เราได้เห็นความสวยงามของถนนเมืองไทยที่ไม่แพ้ในอเมริกาเลยถึงแม้ว่าบรรยากาศจะต่างกันมากก็ตาม (ยอมให้เพราะบ้านเราไม่มีหิมะ) ระหว่างทางไปทองผาภูมิมีต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย มีต้นไม้หลายประเภทที่ผลัดใบตามฤดูเช่นต้นสักทองซึ่งใบเริ่มแห้งและเปลี่ยนสีจึงทำให้ใบไม้บนต้นไม้รอบๆถนนมีหลากสีตั้งแต่เขียว ส้ม เหลือง แดง ทำให้นึกถึงถนนในอเมริกาช่วงที่ใบไม้เริ่มจะเปลี่ยนสี ถนนที่คดเคี้ยวตัดผ่านภูเขาชวนให้รู้สึกเพลินไปกับการขับรถ น่าเสียดายที่เราเป็นคนขับเลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปมาฝาก.. แต่ก่อนที่เราจะเข้าทองผาภูมิเราแวะพักเข้าห้องน้ำกันที่ปั๊มน้ำมันเลยได้รูปแถวนั้นมา..</p>
<p><img src="http://farm6.static.flickr.com/5212/5431131830_d8938b284d.jpg" width="500" height="335" alt="ปั๊มน้ำมันข้างทาง" /></p>
<p><img src="http://farm6.static.flickr.com/5020/5431132038_8c863b97fb.jpg" width="500" height="335" alt="ระหว่างทางสู่ทองผาภูมิ" /></p>
<p>ระหว่างทางไปวิมานดินเราต้องผ่านเขื่อนวชิราลงกรณ์(เขื่อนเขาแหลม) แสงพระอาทิตย์สะท้อนน้ำในแม่น้ำ(แควน้อย?)เป็นประกายสวยงามมาก<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5220/5447732007_4050d02286.jpg" width="500" height="335" alt="แม่น้ำแควน้อยบริเวณเขื่อนเขาแหลม" /></p>
<p><img src="http://farm6.static.flickr.com/5055/5430524543_bfbaf4656e.jpg" width="500" height="335" alt="เขื่อนเขาแหลม" /></p>
<p>ถนนเลียบแม่น้ำระหว่างทางไปบ้านไร่วิมานดิน อีกไม่กี่กิโลก็จะถึงที่หมายแล้ว<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5180/5431132498_03db93039c.jpg" width="500" height="335" alt="ถนนข้างเขื่อนเขาแหลม" /></p>
<p>จุดหมายอยู่ไม่ไกล... (โปรดติดตามชมตอนต่อไป)<br />
<img src="http://farm6.static.flickr.com/5092/5431133036_b70ecf79bc.jpg" width="335" height="500" alt="ทางไปบ้านไร่วิมานดิน" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://just-another-blog.com/lang/en-us/2011/02/kanchanaburi-trip-part-3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

