Just Another Blog
25Nov/110

Amazon Kindle Fire Review

Update 2011/11/26: นึกขึ้นมาได้ว่ารีวิว Kindle แต่ไม่มีรายละเอียดเรื่องตัว Reader ที่ใช้อ่านหนังสือ... แฮ่ะๆ เดี๋ยวจะมาอัพเดทให้นะครับ แต่บอกได้สั้นๆว่า ไม่เลวเลยครับ

เมื่อก่อนตอนอยู่ที่อเมริกา ช่วงนี้จะเป็นช่วง shopping spree ของผม เป็นช่วงที่เค้าเรียกกันว่า holiday season หรือช่วงวันหยุดนั่นเอง เพราะมีวันหยุด Thanksgiving Christmas และปีใหม่อยู่ใกล้ๆกัน ถ้าเดินในเมืองก็จะพบร้านค้าต่างๆตกแต่ง theme ร้านให้เข้ากับบรรยากาศ และอาจจะมีการเปิดเพลง christmas บ้านหลายๆบ้านก็จะเริ่มเอาไฟออกมาตกแต่งประชันกัน ให้ความรู้สึกอบอุ่นไม่น้อยเลย แต่สำหรับคนที่อยู่ตัวคนเดียวในเมืองนอกแล้ว บรรยากาศอย่างนั้นอาจทำให้รู้สีกเหงาได้ วิธีแก้ของผมคือการซื้อของเล่นให้ตัวเองในช่วงนี้ (แถมยังเป็นช่วงที่เค้าลดราคากันอีก โดยเฉพาะ Black Friday เนี่ย ตัวดีเลย) แต่พอกลับมาเมืองไทย ก็ทำให้ต้องประหยัดมากขึ้น กลับมาสองปี ไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลย พอดีเดือนก่อนโน้น Amazon ออกมาประกาศเจ้า Kindle Fire เลยถือโอกาศสอยมาซะหนึ่งเครื่อง โดยให้เพื่อนหอบมาให้ เป็นการสนองตันหาที่อดใจไม่ซื้อ tablet มาเป็นเวลานาน (ตั้งแต่ iPad ตัวแรกออกมาน่ะแหละ) ไม่พูดพล่ามทำเพลงมาก ใช้มาได้ 3-4 วัน ก็ขอรีวิวเลยก็แล้วกันครับ..

เอารูปแกะกล่องมาฝากกันก่อน..

กล่อง Kindle Fire เปิดกล่อง Kindle Fire แผ่นแนบที่มากับ Kindle Fire
Kindle Fire! Kindle Fire's Adapter Kindle Fire!

Hardware

มาเริ่มจาก hardware กันก่อนเลยดีกว่า เจ้า Kindle Fire ใช้จอ IPS ขนาด 7" โดยมีความละเอียด 1024x600 และความหนาแน่นของ pixel ที่ 169 PPI โดยใช้ dual-core CPU TI OMAP 4 ของบริษัท Texas Instruments ที่ความเร็ว 1GHz จากการทดลองทำ Benchmark โดยใช้ Quadrant เจ้า Kindle Fire ตัวนี้จะได้คะแนนอยู่ระหว่าง 1600-1900 ซึ่งนับว่าไม่เลวนักสำหรับ tablet ที่มีราคาเพียงแค่ $199 หรือประมาณ 6000 บาทเท่านั้น

Kindle Fire Benchmark

ตัวเครื่องอาจจะหนาและหนักสักนิดที่ 11.4 มม และ 413 กรัม เมื่อเทียบกับ Samsung Galaxy Tab 8.9" ที่มีความหนาเพียง 8.6 มม และหนักใกล้ๆกันที่ 453 กรัม แต่ถึงแม้ว่าขนาดจะหนากว่า แต่เมื่อถืออยู่ในมือ ไม่ได้มีความรู้สึกว่ามันหนักหรือเทอะทะจนเกินไป จริงๆแล้วขนาดและน้ำหนักของ Kindle Fire ทำให้รู้สึกว่าตัวเครื่องค่อนข้างที่จะ solid และมีราคา อีกทั้งผิวหลังของตัวเครื่องที่ทำมาจากวัสดุคล้ายยาง จึงทำให้รู้สึกดีเวลาที่ถืออยู่ในมือ และทำให้ไม่ต้องกังวลมากว่าจะเป็นรอย

ด้านหลัง Kindle Fire ในมือ ด้านหน้า Kindle Fire ในมือ

ในส่วนของปุ่ม พอร์ต และเซ็นเซอร์ต่างๆบนเครื่อง Kindle Fire มีเพียงแค่ปุ่มปิด/เปิด ช่องสำหรับเสียบ micro-USB ช่องเสียบหูฟัง และลำโพงเท่านั้น โดยพอร์ต USB อยู่ด้านล่างของตัวเครื่องระหว่างช่องเสียบหูฟังและปุ่มปิด/เปิด ส่วนลำโพงจะอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง เนื่องจาก Kindle Fire ไม่ได้ทำมาให้รองรับการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณโทรศัพท์ (เช่น 3G/EDGE) จึงไม่มีช่องสำหรับใส่ SIM ดูเหมือนว่า Amazon ได้พยายามที่จะทำให้เครื่องนี้มีราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะตัวเครื่องไม่มีกล้อง Bluetooth หรือแม้แต่ช่องสำหรับใส่ SD แม้ว่ามันจะมี internal storage ที่ติดมากับเครื่องเพียงแค่ 8GB (เหลือจริงๆแค่ประมาณ 6GB) เท่านั้น โดย Amazon เคลมว่าพื้นที่แค่นี้สามารถที่จะเก็บได้ 80 apps บวกกับหนัง 10 เรื่อง เพลง 800 เพลง หรือ หนังสือ 6000 เล่ม อย่างไรก็ตาม Amazon ได้พยายามที่จะแก้ข้อจำกัดนี้โดยการนำ cloud storage มาเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลอีกทางหนึ่ง ซึ่งจากที่ได้ลองดูแล้วรู้สึกว่าใช้ได้ในระดับนึงเลยทีเดียว ออกจะโล่งใจหน่อยที่ Amazon ยอมใส่ Wireless LAN แบบ b/g/n มาให้ เพื่อไม่ให้น่าเกลียดจนเกินไป) ถ้าดูจาก specs ที่ Amazon ประกาศ Kindle Fire สามารถอยู่ได้ประมาณ 8 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้ใช้ wireless จากที่ลองใช้ดู (เปิด wireless ตลอดเมื่อใช้งาน) พบว่าอยู่ได้ตั้งแต่เช้ายันก่อนนอน โดยใช้ทั้งอ่านและดูหนัง นอกเวลาและระหว่างเวลาทำงาน

Software

ในด้านของ software ก็เป็นที่น่าสนใจไม่น้อยที่ Amazon ตัดสินใจใช้ Android 2.3 ซึ่งก็คือขนมปังขิง (Gingerbread) แทนที่จะเป็น Android 3 หรือ Honeycomb โดยเฉพาะถ้าหลายคนจำได้ ว่าทาง Google ได้เคยออกมาประกาศไว้เมื่อปีที่แล้ว (หลัง Samsung ออก Galaxy Tab ตัวแรกมาได้เพียงไม่กี่วัน) ว่า Android 2.x ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ tablet อย่างไรก็ดี ขนมปังขิงตัวนี้ก็ไม่ใช้ขนมปังขิงทั่วไปธรรมดาที่เอา UI มาแต่ง แต่เป็นการ fork โค้ด Android ออกมาทั้งกระบิ จึงทำให้มันเป็นเหมือน OS ใหม่อีกตัวนึงเลยทีเดียว และแทนที่เปิดเครื่องมาครั้งแรกจะต้องใส่ account ของ Google เราจะต้องใส่ account ที่ register ไว้กับทาง Amazon แทน

หน้าโฮม Kindle Fire หน้า Newsstand บน Kindle Fire หน้า Movies ของ Kindle Fire

หน้า App ของ Kindle Fire หน้าซื้อเพลงบน Kindle Fire หน้า Video Streaming บน Kindle Fire

เริ่มกันด้วยที่หน้าตา ที่มี home screen ที่แปลกตาไป โดยเป็นชั้นหนังสือแทน โดยแถวบนจะเป็น item (หนังสือ เพลง magazine app ฯลฯ) เรียงตามการใช้งานล่าสุด ส่วยแถวล่างเป็น favorite ด้านของชั้นหนังสือเป็นเมนูดังนี้: Newsstand (ร้านขายหนังสือพิมพ์/magazines) Books (ชั้นหนังสือ) Music (เพลง) Videos (หนัง) Docs (เอกสาร) Apps และ Web โดย Newsstand Books Music Videos และ Apps เป็นพื้นที่สำหรับ browse content ที่อยู่บนเครื่องหรือบน cloud และยังมีช่องทางสำหรับให้ซื้อ content เพิ่มเติมผ่านทาง Amazon Store อีกด้วย วิธีการซื้อก็ง่ายๆ เพียงแค่คลิกที่ราคาของที่จะซื้อ เครื่องก็จะทำการสั่งซื้อให้ (โดยเราต้องมีรายละเอียดบัตร credit ใน account ของ Amazon ก่อน) และถามว่าเราต้องการจะโหลดลงเครื่อง หรือจะเก็บไว้บนปุยเมฆ.. อีกอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตุคือ ผมไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในประเทศเพื่อซื้อ content ได้ แต่พอเปลี่ยนเป็นบัตรของอเมริกาปุ๊บ ก็ใช้ได้ในทันที อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นวิธีในการล็อคไม่ให้ใช้ Kindle Fire นอกประเทศหรือเปล่า (เนื่องจากปัญหา copyright) Kindle Fire อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของจำนวน app เนื่องจากต้องผ่าน Amazon Appstore ซึ่งมีจำนวน app น้อยมากเมื่อเทียบกับ Apple App Store หรือ Android Market (วิธีแก้คือการ root แล้วเอา Android Market มาลง)

สิ่งใหม่ที่มากับ Kindle Fire คือ browser ตัวใหม่ของ Amazon ที่ชื่อว่า Silk โดย Amazon ได้ให้ความหวังไว้ค่อนข้างสูงกับ browser ตัวนี้ โดยบอกไว้ว่า Silk จะโหลดหน้าต่างๆได้เร็วกว่า browser อื่นๆเพราะใช้ technology การแคชจาก cloud ของ Amazon แต่จากการใช้งานจริง กับจากการอ่านตามรีวิวอื่นๆ พบว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นมานั้นน้อยมากจนแทบจะไม่รู้สึกได้เลย..

ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ

จากเท่าที่ได้ลองใช้ดูมาหลายวัน มีความรู้สึกว่า Kindle Fire เหมาะกับการเสพ content แบบ offline มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อมันไม่สามารถใช้ data service จากสัญญาณโทรศัพท์ได้ สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะต้องมาคิดนิดนึงก่อนซื้อ เพราะ service บางอย่างอาจจะใช้ได้ไม่เต็มที่ เช่นการ stream วิดีโอ ซึ่งต้องทำจากในอเมริกาเท่านั้น (หรือใช้ VPN เอา เพื่อให้ได้ IP ที่โน่น) ผมได้ลองใช้ VPN เพื่อ stream ดู ซึ่งผลออกมาใช้ได้ดีพอสมควร อาจจะ buffer นานนิดนึงในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่มีกระตุกเลย ที่ยังไม่ได้ลองคือซื้อการซื้อหรือเช่าหนัง ซึ่งการซื้อหรือเช่าทำให้เราสามารถนำหนังมาเก็บบนเครื่องเพื่อดู offline ได้ ซึ่งผมยังสงสัยอยู่ว่า Amazon จะยอมให้โหลดหรือเปล่าถ้าไม่ได้มี IP ของอเมริกา ที่สงสัยว่าอาจจะได้ เป็นเพราะว่า Amazon ยอมให้ผมซื้อเพลงและเล่นผ่านทาง cloud ได้โดยไม่ต้องโหลดมาไว้บนเครื่อง (แต่ผ่าน cloud player บนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ถ้าไม่ต่อ VPN) และไม่ต้องผ่าน VPN ไว้ถ้าผมหาหนังที่อยากดูเจอ จะลองไปโหลดดู แล้วจะกลับมารายงานครับ

เพิ่มเติมในส่วนของ cloud นิดนึง จากที่ได้ลองฟังเพลงผ่านปุยเมฆดู ปรากฎว่าใช้งานได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดยใช้เวลาโหลดเพลงแรกแค่ประมาณ 5-15 วินาทีเท่านั้น หลังจากเพลงแรกแล้ว เพลงอื่นๆก็ไม่ต้องรอ buffer

อื่นๆ และสรุป

จากที่ได้ใช้มา 3-4 วัน ส่วนตัวแล้วรู้สึกชอบ Kindle Fire ด้วยขนาดที่เล็กและน้ำหนักที่กำลังพอดี(คหสต) ทำให้รู้สึกอยากพกไปด้วยตลอดเวลา สำหรับคนไทยที่อยากใช้ อาจจะต้องคำนึงถึงเรื่องความยากง่ายในการซื้อ content เพราะอาจจะเข้าถึงได้ลำบากหน่อย ถ้าไม่ได้มีบัตรเครดิตหรือ IP ที่อเมริกา นอกจากนั้นแล้ว Kindle Fire ยังไม่มี keyboard ภาษาไทย จึงอาจทำให้ยากต่อการใช้ ซึ่งจริงมีวิธีแก้ แต่ต้องทำกายกรรมนิดหน่อย ไว้ถ้าว่างๆ หรือมีคนอยากอ่าน เดี๋ยวจะมาเขียนวิธีให้ครับ

ลองมาสรุปข้อดีและข้อเสียกันคร่าวๆ เริ่มจากข้อดีก่อน

  1. ขนาดเล็ก น้ำหนักกำลังดี และวัสดุที่ไม่ใช่พลาสติก ทำให้ไม่รู้สึกก๊องแก๊ง
  2. มี cloud ให้ใช้
  3. คุณภาพจอค่อนข้างดี ใช้อ่านหนังสือและดูหนังได้อย่างไม่น่าหงุดหงิด
  4. มี content (ที่ไม่ใช่ app) ให้เลือกเยอะ

ส่วนของข้อเสีย..

  1. UI ยังมีติดขัดอยู่บ้าง เช่นกดเร็วๆแล้วมันไม่ไป
  2. มี Storage แค่ 8GB (แถมยังเหลือให้ใช้แค่ 6GB)
  3. App น้อย (ถ้าไม่ root)

Kindle Fire ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว สำหรับคนที่ชอบ content จำพวกหนังสือ หรือ magazine เพราะมีจำนวนให้เลือกอย่างหลากหลายบน Amazon Store อีกทั้งยังมีหนังให้ดูฟรีสำหรับคนที่เป็นสมาชิก Amazon Prime แต่สำหรับคนที่ชอบเสพ app หรือเล่นเกมแล้วละก็ Kindle Fire ไม่สามารถที่จะมาแทนเจ้าตลาดอย่าง iPad ได้เลย เพราะจำนวน app บน Amazon Appstore ห่างกับ store อื่นอย่าง Apple App Store หรือ Android Market อย่างเทียบชั้นกันไม่ได้ อย่างไรก็ดี เราสามารถ root Kindle Fire ได้ ทำให้โอกาสในการใช้งานอย่างอื่น หรือการเข้าถึง app store อื่นๆเป็นไปได้อย่างไม่ยากนัก..